
ข้อคิดการลงทุนความโลภและความกลัว
โดย...สุรศักดิ์ ธรรมโม
โดย...สุรศักดิ์ ธรรมโม
ผมขอถือโอกาสในช่วงสงกรานต์นี้ สวัสดีปีใหม่ไทยแก่ท่านผู้อ่าน และขอถือโอกาสแบ่งปันข้อคิดสำคัญส่วนหนึ่งของผมที่ใช้ในการเตือนใจตัวเองในการวิเคราะห์การลงทุน
ในโลกยุคปัจจุบันข้อมูลไหลท่วมไปหมด นักลงทุนที่ไม่สามารถตระหนักและแยกแยะข้อมูลในการวิเคราะห์และนำผลวิเคราะห์ไปสู่การลงทุนที่ถูกต้อง กับความเสี่ยงและระยะเวลาการลงทุนของตัวเองได้ นักลงทุนจะใช้ “ราคาล้วนๆ” เป็นเครื่องจูงใจและตัดสินใจในการลงทุน (Price Follower) ผลก็คือ มีโอกาสสูงมากทีเดียวที่นักลงทุนรายนั้นจะขาดทุน
การลงทุนในระยะสั้น ถ้าไม่นับตัวกลางคือบริษัทหลักทรัพย์ที่รับรายได้ค่าธรรมเนียมจากการซื้อและขาย ผมคิดว่านักลงทุนจะแบ่งเป็นสองฝ่ายตามผลการลงทุน คือ มีฝ่ายหนึ่งได้และฝ่ายหนึ่งเสีย และผลสุทธิของการลงทุนจึงเป็นศูนย์ หรือ Zero Sum Games โดยที่สัดส่วนของผู้ได้จากการลงทุนจะมีประมาณ 1% ของนักลงทุนทั้งหมด ในขณะที่ผู้ที่ขาดทุนนั้นจะมีสัดส่วน 99% ผลคือผู้ที่ได้กำไรจะได้กำไรมหาศาลเพราะเอาผลตอบแทนมาจาก 99% ของคนที่ลงทุน
แต่การที่จะเป็นหนึ่งในผู้ชนะ 1% จะต้องใช้เงินทุนจำนวนมากทำการปั่นและลากราคาของหลักทรัพย์ให้ขึ้นต่อเนื่อง เพื่อจูงให้คนเข้ามาเล่นลงทุน เพราะนักลงทุนทุกคนย่อมมีสิทธิคิดว่าตัวเองน่าจะเป็นหนึ่งในจำนวน 1% ของนักลงทุน
นักลงทุนมืออาชีพ อาทิ ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการลงทุน บริษัทจัดการการลงทุน กองทุนเก็งกำไร และพอร์ตการซื้อขายส่วนของบริษัทหลักทรัพย์ ล้วนมีหน่วยธุรกิจที่ทำกำไรด้วยการลงทุนในลักษณะการซื้อขายระยะสั้นของหลักทรัพย์หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นหุ้น อัตราแลกเปลี่ยน สินค้าโภคภัณฑ์
การทำกำไรระยะสั้น มีข้อแตกต่างกันมากระหว่างมืออาชีพกับมือสมัครเล่น มืออาชีพในระดับโลกจะมีเครื่องมือครบถ้วนกว่า ทั้งในด้าน “เงินทุน” “งานวิจัยหลักทรัพย์ที่ชี้นำตลาด ไม่ว่าจะเป็นซื้อ ถือ ขาย” “ระบบบริหารความเสี่ยง” และ “แบบจำลองการซื้อขายที่มีลักษณะตัดขาดทุน (Cut Loss) อย่างรวดเร็วในกรณีที่เข้าลงทุนผิดทาง”
หลังวิกฤตการเงิน 2551 ธนาคารกลางสหรัฐ ธนาคารกลางญี่ปุ่น ธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางหลายประเทศทั่วโลก กดอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้ต่ำ ผลคือทำให้ต้นทุนของการใช้เงินกู้เพื่อการซื้อขายหลักทรัพย์ระยะสั้นต่ำลงมาก และภาวะดอกเบี้ยต่ำผิดปกติสนับสนุนสภาวะการเก็งกำไร ยิ่งธนาคารกลางของสหรัฐ ยุโรป อังกฤษ และญี่ปุ่น ดำเนินนโยบาย QE ยิ่งสนับสนุนการเก็งกำไรให้เฟื่องฟู
การลากราคาหลักทรัพย์ทางการเงิน อาทิ ราคาหุ้น ให้ขึ้นไปเรื่อยๆ นั้น จะดึงให้นักลงทุนจำนวนมากที่ไม่เคยมีประสบการณ์ลงทุนเข้ามาลงทุน เพราะทุกคนล้วนอยากรวยอย่างรวดเร็ว เมื่อลากราคาหุ้นขึ้นไปถึงจุดหนึ่ง โดยใช้เวลาเป็นแรมเดือนหรือบางทีอาจจะเป็น 1 ไตรมาส จะทำให้นักลงทุนสมัครเล่นคิดว่าแนวโน้มราคาหลักทรัพย์จะเป็นขาขึ้นยาวนาน
เมื่อได้กำไรเหมาะสมและบรรยากาศการลงทุนไม่เอื้อให้ลงทุนต่อ หรือไม่มีข่าวดีสนับสนุนอะไรให้ราคาปรับขึ้นไป นักลงทุนมืออาชีพที่เน้นลงทุนระยะสั้นส่วนใหญ่จะเริ่มทยอยเทขาย อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่นักลงทุนมืออาชีพที่เน้นลงทุนระยะสั้นทยอยเทขาย มักจะเป็นจังหวะที่นักลงทุนสมัครเล่นเริ่มทยอยซื้อ เพราะคิดว่าราคาหลักทรัพย์ยังเป็นขาขึ้นอยู่ และการปรับลงของราคา คือจังหวะในการเข้าซื้อของตน
เมื่อถึงจุดหนึ่ง นักลงทุนมืออาชีพที่เน้นลงทุนระยะสั้นจะพยายามเทขายหุ้นในจำนวนมากๆ พร้อมๆ กัน อาจเพราะค่าเงินในประเทศลงทุนเริ่มอ่อนค่า อีกประการคือการเทขายหุ้นจำนวนมาก จะเป็นการทุบราคาเพื่อบีบให้นักลงทุนสมัครเล่นที่หวั่นไหวเรื่องราคา เมื่อเห็นราคาหลักทรัพย์ของตนปรับลงมามาก จะเกิดความกลัวจะเทขายตาม แม้ว่าก่อนหน้านั้นจะเข้าไปซื้อเพราะเห็นเป็นโอกาสที่จะทำกำไร แต่เมื่อราคาปรับลงต่อเนื่องมากๆ นักลงทุนสมัครเล่นที่หวั่นไหวต่อราคาก็อดไม่ได้ที่จะเทขาย เป็นโอกาสให้นักลงทุนมืออาชีพเก็บหุ้นพื้นฐานดีที่มีแนวโน้มในอนาคตเข้าในพอร์ตการลงทุนเพื่อรอจังหวะลากราคาขึ้นไปใหม่
กลยุทธ์การลากราคาขึ้นและลงของนักลงทุนมืออาชีพใช้ได้ดีในประเทศที่มีพื้นฐานและแนวโน้มเศรษฐกิจและการลงทุนที่ดี ราคาหลักทรัพย์ต่ำ เพราะเมื่อนักลงทุนมืออาชีพเข้าผิดจังหวะยังสามารถทนถือต่อไป ตัวอย่างนี้ใช้ได้ดีกับประเทศไทย
นี่คือกลยุทธ์ที่คลาสสิกและใช้กันมากที่สุดและน่าที่ผู้ลงทุนจะต้องตระหนักตลอดเวลา เพราะนี่คือกลยุทธ์ที่อิงกับ “ความโลภ” และ “ความกลัว” และเป็นที่มาของภาวะ “ฟองสบู่บูม” และ “ฟองสบู่แตก” ตลอดมาในโลกของการลงทุน







