
บิ๊กไมโครซอฟท์ย้ำเชื่อมั่นตลาดไทย
ชี้เศรษฐกิจแกร่ง-ฟื้นตัวเร็ว โชว์วินโดวส์8บุกตลาดทั่วไป
ชี้เศรษฐกิจแกร่ง-ฟื้นตัวเร็ว โชว์วินโดวส์8บุกตลาดทั่วไป
ผู้บริหารไมโครซอฟท์บินตรงยืนยันเดินหน้าลงทุนในไทย ชูวินโดวส์ 8 บุกตลาดทั่วไป หวัง 2 ปีเพิ่มสัดส่วนแตะ 50%
นายอัลเลน โครซิเย รองประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน กลุ่มธุรกิจการขายและการตลาด บริษัท ไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า บริษัทแม่ได้มอบหมายให้มาเยือนไมโครซอฟท์ ประเทศไทย เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าไมโครซอฟท์ยังคงให้ความสำคัญกับตลาดประเทศไทย โดยเห็นว่ามีศักยภาพในการเติบโตได้อีกมาก แม้ว่าปลายปีที่ผ่านมาจะเกิดเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวและความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมในหลายภาคส่วน
อย่างไรก็ตาม หลังจากสถานการณ์ดังกล่าวคลี่คลายลงแล้ว สิ่งที่แสดงให้เห็นชัดเจน คือ ตลาดไทยสามารถฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว เป็นบทพิสูจน์ว่าเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่ง และยังสะท้อนให้เห็นว่าไทยเป็นตลาดที่มีโอกาสอีกมาก ดังนั้นเชื่อมั่นว่าไมโครซอฟท์ ประเทศไทย จะยังคงมีอัตราการเติบโตที่ดีในปีนี้
ขณะเดียวกัน วิกฤตน้ำท่วมทำให้หลายองค์กรเห็นความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีที่ทำให้เกิดความต่อเนื่องทางธุรกิจ หรือบีซีพีมากขึ้น โดยบีซีพีเป็นโซลูชันที่องค์กรต่างๆ สามารถทำงานได้ทุกที่ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เมื่อเกิดวิกฤตที่ไม่สามารถเข้าออฟฟิศได้ พนักงานทุกคนก็ยังปฏิบัติหน้าที่ได้ จึงเชื่อว่าองค์กรต่างๆ จะหันมาใช้บีซีพีมากขึ้น
นายพีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย กล่าวว่า ปีนี้บริษัทจะเน้นการทำตลาดโซลูชันบีซีพีมากขึ้น โดยการจัดกิจกรรมต่างๆ ตลอดทั้งปี จะอยู่ภายใต้การสื่อสารเรื่องบีซีพีไปยังองค์กรต่างๆ พร้อมยกตัวอย่างกรณีศึกษาของหลายองค์กรที่ใช้โซลูชันบีซีพีในช่วงวิกฤตน้ำท่วมแล้วประสบความสำเร็จ องค์กรยังคงเดินหน้าต่อไปได้ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารพาณิชย์อื่นๆ
สำหรับตลาดผู้บริโภค ปีนี้จะเป็นปีที่ไมโครซอฟท์มั่นใจว่าจะมีการเติบโตมาก เพราะจะมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ที่เจาะตลาดผู้บริโภคมากขึ้น โดยเฉพาะวินโดวส์ 8 ซึ่งปัจจุบันได้ทดลองให้ดาวน์โหลดใช้ฟรีแล้ว โดยจะเป็นระบบปฏิบัติการที่สร้างลูกเล่นใหม่ๆ ให้เข้ากับพฤติกรรมการใช้สมาร์ตโฟน
ทั้งนี้ ไมโครซอฟท์ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการขายตลาดผู้บริโภคให้มากขึ้นเป็น 50% ภายใน 2 ปี จากการออกซอฟต์แวร์ใหม่ เพราะตลาดดังกล่าวเป็นตลาดที่ใหญ่มาก จากปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ 40% ส่วนอีก 60% เป็นตลาดองค์กร







