
โต้งรุกนโยบายบาทอ่อน
ลั่นต้อง32-34-สั่งรื้อฟื้นมาตรการให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้นำเข้า
ลั่นต้อง32-34-สั่งรื้อฟื้นมาตรการให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้นำเข้า
คลังตะลุยสร้างนโยบายบาทอ่อน สั่งทบทวนมาตรการให้สิทธิประโยชน์นำเข้าสินค้าทุนเครื่องจักร ลดภาวะเกินสมดุล โต้งลั่นทำให้บาทยืน 32-34
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยกรณีที่ได้ให้สัมภาษณ์ที่ฮ่องกงว่า อัตราค่าเงินบาทของไทยที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 32-34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยนายกิตติรัตน์ยืนยันว่าต้องการให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจากปัจจุบัน โดยกระทรวงการคลังจะเตรียมทบทวนมาตรการการให้สิทธิประโยชน์จูงใจให้ผู้ประกอบการเร่งนำเข้าสินค้าทุนและเครื่องจักรขนาดใหญ่
ทั้งนี้ นายกิตติรัตน์ได้เรียกร้องให้บริษัทพลังงานที่มีแผนลงทุนสร้างท่อส่งน้ำมันให้เร่งดำเนินการโครงการนี้เพื่อให้มีการนำเข้าสินค้าทุน ซึ่งนอกจากจะช่วยดูแลความไม่สมดุลสภาพคล่องแล้ว ยังเป็นการลงทุนที่เกิดประโยชน์ในระยะยาว ส่วนเอกชนที่มีความพร้อมหากไปลงทุนในต่างประเทศหรือนำเข้าสินค้าทุนและเครื่องจักร ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี
“เราจะทำให้ดูว่าการขาดดุลชำระเงิน และขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เป็นเรื่องที่ดี ทุนสำรองที่ลดลงไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ทำให้เศรษฐกิจประเทศสมดุลและแข็งแรงมากขึ้น และการที่เห็นต่างชาติวิ่งมาซื้อตราสารการเงิน เช่น หุ้น ตราสารหนี้ อาจจะไม่ใช่ข่าวดี” นายกิตติรัตน์ กล่าว
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ไทยต้องเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับดุลการค้า ดุลบริการ ดุลบัญชีเดินสะพัดใหม่ จากเดิมที่มองว่าการที่ดุลการค้าหรือดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นบวกเป็นข่าวดี เพราะวันนี้ไทยมีเงินทุนสำรอง 1.75 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเกินสมดุลแล้ว และความไม่สมดุลนี้สร้างภาระให้ทุกฝ่ายต้องแบกรับ
นายกิตติรัตน์ ระบุว่า สภาพคล่องระบบที่มีมากเกินไป ธนาคารพาณิชย์ต้องแบกรับเงินฝากมาก แต่ปล่อยสินเชื่อยาก ดอกเบี้ยเงินฝากจึงเป็นอย่างที่เห็น ดอกเบี้ยเงินกู้ก็ต้องสูง เพราะต้องนำกำไรเงินกู้ที่ปล่อยได้ไปชดเชยส่วนที่ปล่อยกู้ไม่ได้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ต้องดูดซับสภาพคล่อง หากไม่ทำธนาคารจะผลักดันสภาพคล่องออกมากลายเป็นสินเชื่อที่มีคุณภาพลดลง
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยมีทุนสำรองสูงถึง 1.75 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จากการดำเนินนโยบายเกินดุลการค้าต่อเนื่องมายาวนาน ทำให้เกิดสภาพคล่องส่วนเกินในระบบถึง 6 ล้านล้านบาท เทียบเท่ากับงบประมาณประเทศ 2 ปีครึ่ง ซึ่งจะกลายเป็นภาระของ ธปท. และธนาคารพาณิชย์ ทำให้ต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากต่ำและตั้งดอกเบี้ยเงินกู้สูง
ดังนั้น หากจะเห็นการขาดดุลการค้าในช่วงนี้ก็ไม่ถือเป็นข่าวร้าย เพราะจะมีการนำเข้าสินค้าประเภททุนที่สร้างประโยชน์กับประเทศในระยะยาว สำหรับเรื่องการดูแลอัตราแลกเปลี่ยน รัฐบาลจะทำงานร่วมกับ ธปท. รวมถึงตลาดทุน ให้ค่าเงินบาทอยู่ในระดับที่เหมาะสมและมีเสถียรภาพ ดังนั้นหากค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงไปถึง 32-34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายเพราะเป็นไปตามกลไก และหากเงินบาทอ่อนก็เป็นการคลายทุกข์ให้กับผู้ส่งออก
สำหรับค่าเงินบาทวันที่ 23 มี.ค. เคลื่อนไหวในระดับ 30.70-30.80 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ไม่ผันผวนนัก







