
เพิ่มน้ำหนักหุ้นสื่อสาร
คำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในวันที่ 26 ก.พ. 2553 สร้างผลกระทบด้านจิตวิทยาการลงทุนในกลุ่มสื่อสาร โดยเฉพาะบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) และบริษัท ไทยคม (THCOM) ที่ถูกหยิบยกเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดี โดยประเมินว่าบริษัทมีความเสี่ยงจากที่ต้องชดเชยค่าเสียหายให้กับหน่วยงานของรัฐอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงแก้ไขสัญญาสัมปทานหรือความช่วยเหลือด้านนโยบายอื่นๆ ที่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ สถาบันวิจัยนครหลวงไทย (SCRI) ประเมินว่า การตัดสินของศาลฎีกายังไม่สามารถใช้เป็นคำตัดสินความรับผิดของบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้องได้ แต่เชื่อว่าปัจจัยดังกล่าวจะกดดันราคาหุ้นในระยะสั้นอย่างแน่นอน
สำหรับผลกระทบต่อบริษัทที่จะเกิดขึ้นนั้น ยังต้องรอให้มีผลการตัดสินของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งยังต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณามากกว่า 1 ปี
ดังนั้น SCRI จึงประเมินว่า จะยังไม่มีผลกระทบใดๆ เกิดขึ้นในปี 2553 แต่ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้บริษัทชดเชยเงินให้กับหน่วยงานของรัฐที่ได้รับผลกระทบจากกรณีการแก้ไขสัญญาสัมปทาน และสั่งให้กลับไปใช้สัญญาสัมปทานฉบับดั้งเดิม จ่ายส่วนแบ่งรายได้เพิ่มเติมจากการแปลงส่วนแบ่งรายได้เป็นภาษีสรรพสามิต รวมถึงการทำสัญญาร่วมใช้โครงข่ายที่นำไปหักจากก่อนนำส่งส่วนแบ่งรายได้ SCRI พบว่า ADVANC จะได้รับผลกระทบมากที่สุด และ TRUEMOVE จะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ภาครัฐจะเร่งการพิจารณาผลกระทบที่เกิดขึ้น : คำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดียึดทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเป็นตัวเร่งที่ทำให้หน่วยงานของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องดำเนินการต่อการแก้ไขสัญญาสัมปทานของผู้ประกอบการเอกชน (ADVANC และ DTAC) ที่ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี และมีโอกาสที่ศาลจะตัดสินให้ ADVANC และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) ต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาสัมปทานเดิม
มีความเป็นไปได้ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะให้เพิกถอนสัญญาที่แก้ไข แต่การต่อสู้ทางกฎหมายต้องใช้เวลานาน ในกรณีของการปรับลดส่วนแบ่งรายได้ SCRI เชื่อว่า ADVANC ไม่มีภาระที่ต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ย้อนหลังของปี 2544
–2552 เพราะว่าทำตามสัญญาสัมปทาน แต่มีความเป็นไปได้สูงที่คณะรัฐมนตรีจะมีคำสั่งให้ ADVANC กลับไปใช้อัตราส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาสัมปทานดั้งเดิมที่ 30% ของรายได้จากระบบบัตรเติมเงิน (Prepaid) ซึ่งจะมีผลกระทบหุ้นละ 15 บาทอย่างไรก็ดี ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีจะเพิกถอนข้อตกลงต่อท้ายสัญญาและให้แก้ไขสัญญากลับไปตามเดิม แต่หาก ADVANC และ DTAC ไม่เห็นด้วยสามารถยื่นคำร้องเพื่อให้มีการจัดตั้งคณะอนุญาโตตุลาการเพื่อตัดสินข้อพิพาท หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของคณะอนุญาโตตุลาการ สามารถยื่นคำร้องต่อศาลปกครองชั้นต้น และศาลปกครองสูงสุด ซึ่งคำตัดสินถือเป็นที่สิ้นสุด ซึ่ง SCRI คาดว่าจะใช้เวลาในการพิจารณาเกินกว่า 1 ปีขึ้นไป
ดังนั้น SCRI จึงประเมินว่าจะไม่กระทบต่อผลประกอบการของ ADVANC และ DTAC ในปี 2553
คาดบริษัทเอกชนไม่ต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้เพิ่มจากการประกาศใช้ภาษีสรรพสามิต : ถึงแม้ว่าทีโอที และ กสท โทรคมนาคม อยู่ระหว่างการเรียกร้องให้ ADVANC DTAC และ TRUEMOVE จ่ายส่วนแบ่งรายได้เพิ่มเติมในช่วงปี 2546
– 2550 ซึ่งเป็นช่วงที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้นำส่วนแบ่งรายได้ไปหักจ่ายเป็นภาษีสรรพสามิตแต่ SCRI คาดว่า การเรียกร้องดังกล่าวไม่สามารถทำได้ เพราะผู้ประกอบการเอกชนไม่ได้ประโยชน์จากการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีและไม่ได้ทำผิดสัญญาสัมปทาน โดยบริษัทเอกชนยังคงนำส่งรายได้ให้กับรัฐเท่าเดิม เพียงแต่กรมสรรพสามิตมาเป็นผู้รับรายได้ดังกล่าวเพิ่มจากเดิมที่มีเพียง TOT และ CAT ดังนั้น ทีโอทีและ กสทฯ จะต้องเรียกร้องส่วนแบ่งรายได้ส่วนที่หายไปจากกรมสรรพสามิตเอง
ในกรณีเลวร้ายที่สุด ADVANC กระทบมากที่สุด : SCRI ประเมินว่า ความไม่ชัดเจนว่าผู้ประกอบการเอกชนจะมีผลกระทบมากน้อยเพียงใดจากกรณีการแก้ไขสัญญาสัมปทาน และกรณีภาษีสรรพสามิต ทำให้ราคาหุ้นจะถูกกดดันมากในระยะสั้นโดยเฉพาะ ADVANC เนื่องจากถูกใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณายึดทรัพย์ของอดีตนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ SCRI ได้ประเมินผลกระทบต่อหุ้นในกลุ่มสื่อสารในกรณีเลวร้ายที่สุด ที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้บริษัทเอกชนชดเชยรายได้ให้กับหน่วยงานของรัฐ พบว่า ADVANC จะได้รับผลกระทบมากที่สุด 37.20 บาท/หุ้น TRUE ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด 0.62 บาท/หุ้น และ DTAC ได้รับผลกระทบ 17.30 บาท/หุ้น
คำแนะนำการลงทุน SCRI ประเมินว่า ระดับราคาหุ้นที่ลดลงเกิดจากความตระหนกของนักลงทุนต่อระดับความเสียหายของบริษัทที่ถูกหยิบยกไปเป็นพยานหลักฐานในคดียึดทรัพย์ที่จะต้องชดเชยค่าเสียหายให้กับรัฐเป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ดี SCRI เชื่อว่า จะยังไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อบริษัทที่ถูกอ้างถึง และยังต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณาคดีในชั้นศาล ดังนั้น SCRI จึงยังคงประมาณการผลประกอบการและมูลค่าที่เหมาะสมของบริษัทในกลุ่มให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เหมือนเดิม โดยเชื่อว่าจะยังไม่มีผลกระทบใดๆ ที่จะมีผลต่อมูลค่าของหุ้นในปีนี้
ส่วนการคาดการณ์ที่ว่ารัฐบาลจะยึดสัมปทานกลับไปเป็นของรัฐเนื่องจากการแก้ไขสัญญาเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมาก เพราะรัฐบาลไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้เอง และจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคและความเชื่อต่อภาคการลงทุนเอกชนในวงกว้าง ดังนั้นจึงยังคงคำแนะนำ
“ซื้อ” ADVANC และ DTAC และ “ขาย” บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE)






