
หุ้นวัฏจักร สลับเข้าหุ้นเสี่ยงต่ำที่ยังถูก
สัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐที่โดดเด่นกว่าภูมิภาคอื่น ก่อให้เกิดการปรับพอร์ตการลงทุนระดับโลก ดังนี้
โดย...พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ, CFP, ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต
สัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐที่โดดเด่นกว่าภูมิภาคอื่น ก่อให้เกิดการปรับพอร์ตการลงทุนระดับโลก ดังนี้
ประการแรก ซื้อเงินเหรียญสหรัฐ เทรดเดอร์ได้ปรับการคาดการณ์ทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ โดยประเมินว่า เฟดฟันด์เรตอาจเริ่มขยับขึ้นช่วงปลายปี 2556 เร็วกว่าที่ประธานเฟดระบุไว้ 1 ปี
การกลับสถานะธุรกรรมดอลลาร์แครีเทรดดิ้งมีส่วนเร่งให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ดัชนีเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 แตะจุดสูงสุดในรอบเกือบ 2 เดือน หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ
ก่อนหน้านี้ นักลงทุนส่วนหนึ่งนิยมทำดอลลาร์แครีเทรดดิ้งหรือการกู้เงินสกุลเหรียญสหรัฐที่อัตราดอกเบี้ยต่ำติดดิน เพื่อไปลงทุนในสินทรัพย์ที่อยู่ในรูปเงินสกุลอื่น เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่าและยังมีโอกาสได้กำไรจากค่าเงิน
หากเงินเหรียญสหรัฐยังโน้มแข็งค่าจะเพิ่มความเสี่ยงที่ฟันด์โฟล์จะกลับทิศ
ประการที่ 2 ลดการถือครองสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง โดยเฉพาะพันธบัตรและทองคำ หลังมีความเป็นไปได้ต่ำมากที่จะเห็นเฟดทำ QE3 ขณะที่ความเสี่ยงของระบบการเงินโลกโดยเฉพาะจากยุโรปลดลง
ราคาพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐร่วง ดันบอนด์ยีลด์จากระดับ 2.03% เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า มาปิดที่ 2.3% สูงสุดในรอบกว่า 4 เดือน ทองคำทรุดจาก 1,792 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ลงมาปิดแถว 1,655 เหรียญสหรัฐ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
ประการที่ 3 เพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดหุ้นทั่วโลก ในปีนี้หุ้นสหรัฐปิดบวกถึง 10 จาก 11 สัปดาห์ ดันดัชนี S&P 500 ปิดสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี
หากนับจากจุดต่ำสุดเมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2554 ตลาดหุ้นทั่วโลกดีดขึ้นมาแล้วเกือบ 30% กรณีหุ้นไทยจากจุดต่ำสุดที่ 850 จุด ในช่วงเดียวกัน ได้ดีดแรงขึ้นมาเกือบ 40%
น่าสังเกตว่า ระดับการถือหุ้นของต่างชาติเมื่อรวมกับ NVDR ได้วิ่งขึ้นทำสถิติใหม่ไปเรียบร้อยแล้วคือ เกิน 36%! นับจากต้นปีนี้16 มี.ค. ต่างชาติได้ซื้อสุทธิหุ้นไทย 6.7 หมื่นล้านบาท และซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทยไว้อีก 1.8 แสนล้านบาท!
ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่า มีเม็ดเงินต่างชาติตกค้างอยู่ในระบบการเงินไทยสูงมาก
ตลาดหุ้นไทยมีขนาดเล็กมาก ไม่ถึง 1% ของตลาดหุ้นโลก ยามเงินไหลเข้า ราคาสินทรัพย์ก็ฟูฟ่อง ในมุมกลับกัน ยามเงินไหลออก ราคาหุ้นจะทรุดแรง
ช่วงนี้ ยังไม่เห็นสัญญาณกระแสเงินทุนหรือฟันด์โฟล์ไหลออก แต่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ตัวอย่างสดๆ ที่เกิดขึ้นในตลาดทองคำก็มีให้เห็นแล้ว
ฟันด์โฟล์จะให้ความสำคัญกับปัจจัยระดับโลกมากกว่าปัจจัยในประเทศ หากมีแรงขายที่เกิดจากสัญชาตญาณแห่ตามกันเป็นฝูง (Herd Instinct) จะซ้ำเติมให้ตลาดหุ้นทรุดอย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่พื้นฐานของเศรษฐกิจไทยและ/หรือของ บจ.ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก
ตลาดหุ้นขาขึ้นอาจใช้เวลาค่อยๆ ไต่ขึ้นเขาสัก 4 เดือน +/- แต่ตอนขาลงมักลงลิฟต์ จากนั้นจะซบเซาระยะหนึ่ง ก่อนสะสมกำลังไต่ขึ้นรอบใหม่
ขณะนี้ตลาดหุ้นไทยกำลังไต่ขึ้นสู่ยอดเขา ซึ่งไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน? บ้างก็ว่า 1,200 จุด พวกบู๊ๆ ก็ 1,300 จุด แต่ถ้าเห็นภายใน 1 เดือนข้างหน้า ถือว่าเร็วเกินไปมากๆ ปัจจัยพื้นฐานวิ่งตามไม่ทันแน่ การปรับฐานจะเกิดตามมาในที่สุด ราคาหุ้นจากจุดนี้จะแกว่งแรงกว่าปกติ
น่าสังเกตว่า ดัชนีหุ้นทำยอดใหม่แล้ว แต่หุ้นพลังงานและปิโตรเคมีหลายตัวยังห่างไกลจากยอดเดิมของตัวเองมาก เช่น BANPU, PTTGC, TOP, IVL เป็นต้น ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากเงินเหรียญสหรัฐแข็งและเศรษฐกิจจีนชะลอ ทำให้นักลงทุนกังวลว่าจะกระทบต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์
การดีดขึ้นของตลาดหุ้นรอบนี้จึงเป็นโอกาสลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นพลังงาน ปิโตรเคมี ที่ปีนี้ยังถูกกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ยกเว้นเกิดความรุนแรงในตะวันออกกลาง 2 กลุ่มนี้จึงจะกลับมาอยู่ในความสนใจ
ส่วนหุ้นธนาคารยักษ์ 3 ตัวแรก KBANK, SCB, BBL วิ่งมาไกล หาจังหวะทยอยขาย แล้วโยกเข้า KTB ที่ราคายังถูกทิ้งห่างอยู่หลายช่วงตัว และมูลค่าหุ้นยังถูกอยู่ เป้าทางเทคนิค 19 บาท พื้นฐานมองที่ 20 บาท
หุ้น Defensive ที่เคยแนะนำไว้ ยังถือต่อได้
กลุ่มมือถือ : เน้น DTAC มูลค่าหุ้นถูกกว่า INTUCH, ADVANC ทั้งสามหุ้นปันผลเกิน 6% กลุ่มมือถือได้ประโยชน์โดยตรงจากความต้องการใช้งานแบบ 3G ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะที่การประมูลใบอนุญาต 3G น่าจะเกิดได้ในช่วงต้นไตรมาส 3 นี้ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนสัมปทานลงเป็นอย่างมาก ลุ้นการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) 21 มี.ค.นี้
กลุ่มค้าปลีก : BIGC วิ่งเร็วไป เหลือโอกาสทำกำไรไม่มาก หาจังหวะโยกเข้า MAKRO ที่มูลค่าหุ้นถูกกว่าและมีปันผลสูงที่สุดในกลุ่มโมเดิร์นเทรด)
กลุ่มอาหาร : เน้น CPF ที่ราคายังขยับน้อย กำไรโต หนุนโดยพลังผนึกจากการควบรวมกิจการ แถมจะมีกำไรพิเศษจากการปรับเพิ่มมูลค่าเงินลงทุน
AOT : นักท่องเที่ยวฟื้น, มีโอกาสขึ้นค่าธรรมเนียมการใช้สนามบิน, การใช้สินทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ปัจจัยเหล่านี้จะหนุนให้กำไรโต
สรุปแนะให้ปรับพอร์ต โดยลดหุ้นวัฏจักรที่ค่าเบตาสูง (แกว่งแรงกว่าดัชนีหุ้น) และเพิ่มหุ้น Defensive ที่เบตาต่ำ ซื้อขายกันต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน และส่วนใหญ่ปันผลดี จะช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตโดยรวมลง
พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ







