
ล้วงเงินนอกงบกระตุ้นศก.
คลังเซ็งแช่ในแบงก์กินดอกเบี้ย
สวค.แนะกรมบัญชีกลางรื้อใหญ่โพสต์ทูเดย์
— คลัง เล็งรื้อเงินนอกงบ 1.9 ล้านล้านบาทใหม่ หลังพบกองทุนต่างๆ ไม่ให้เงินทำงานนพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รมช.คลัง เปิดเผยในการสัมมนา
“บทบาท ของเงินนอกงบประมาณกับการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาครัฐ” ว่า กระทรวงการคลังกำลังทบทวนการบริการจัดการเงินนอกงบประมาณของกองทุนต่างๆ ซึ่งสูงถึง 1.89 ล้านล้านบาท เพื่อนำไปลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพแทนที่จะนำไปฝากธนาคารอย่างเดียว เพราะเงินส่วนนี้สูงกว่างบประมาณแผ่นดินสำหรับเงินนอกงบประมาณ 1.89 ล้านล้านบาท มาจาก 107 กองทุน เป็นเงินฝากถึง 2.5 แสนล้านบาท แบ่งเป็นเงินฝากประจำ 1.6 แสนล้านบาท และเงินฝากธนาคารพาณิชย์อีก 9.1 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้ยุบกองทุนที่มีการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพไปแล้ว 4 กองทุน และคาดว่าจะมีการยุบเลิกกองทุนเพิ่มอีก 56 แห่ง เนื่องจากเห็นว่ามีผลงานน้อย และมีการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ
นายคณิศ แสงสุพรรณ ผู้อำนวย การสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (สวค.) กล่าวว่า สวค. ได้ทำวิจัยเสนอให้กรมบัญชีกลางแก้ระเบียบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารเงินนอกงบประมาณใน 2 ประเด็น ได้แก่ การพัฒนาระบบการเบิกจ่ายงบภาครัฐผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (GFMIS) เพื่อให้สามารถจัดสรรงบได้ตามจริงไม่เปิดโอกาสให้นำไปฝากธนาคารกินดอกเบี้ย เนื่องจากที่ผ่านมากรมบัญชีกลางจัดสรรงบทั้งก้อนให้หน่วยงาน ทำให้หลายหน่วยงานเอาเงินที่ยังไม่ใช้ไปฝากกับธนาคารเพื่อรอรับดอกเบี้ย แต่ในทางกลับกันรัฐกลับต้องกู้เงินดังกล่าวจากธนาคารทำให้ต้องเสียดอกเบี้ยโดยเปล่าประโยชน์
นอกจากนี้ ยังเสนอให้กรมบัญชีกลางทำหน้าที่ในการรับฝากเงินที่ยังไม่ใช้จากหน่วยงานต่างๆ ซึ่งจะมีการจ่ายดอกเบี้ยในระดับเดียวกับธนาคาร ประมาณ 1.25% เชื่อว่าจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้รัฐได้ปีละกว่า 1,000 ล้านบาท จากปัจจุบัน คลังต้องไปกู้เงินธนาคารเสียดอกเบี้ย 34% มาให้กองทุนต่างๆ ใช้ ขณะที่บางกองทุนพอได้เงินไปแล้วก็เอาไปฝากธนาคารอีก
นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า ภาครัฐต้องจัดสรรเงินงบประมาณให้กองทุนต่างๆ ที่อยู่นอกงบประมาณ 1.5 แสนล้านบาทต่อปี ขณะที่รายได้ที่เกิดขึ้นจากกองทุนต่างๆ ไม่มีการนำส่งภาครัฐ แต่กลับนำไปฝากไว้กับธนาคารต่างๆ แทน ซึ่งทางกรมบัญชีกลางจะเข้าไปดูเรื่องการ บริหารจัดการเงินดังกล่าวเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดแทน
นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผิดหวังกับความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงานราชการ ซึ่งจากรายงานตัวเลขล่าสุดเมื่อวันที่ 2 มี.ค. พบว่าการใช้เงินยังมีน้อยมาก โดยในส่วนแผนกระตุ้นรอบแรก มีการจัดสรรเงินไปให้แล้ว 1.6 แสนล้านบาท จากวงเงินที่อนุมัติไป 1.99 แสนล้านบาท พบว่ามีการเบิกจ่ายจริงเพียงแค่ 26% หรือ 4.3 หมื่นล้านบาทเท่านั้น
ด้านแผนกระตุ้นรอบสอง จัดสรรเงินไปแล้ว 8.2 หมื่นล้านบาท จากวงเงินที่อนุมัติไปแล้ว 1.5 แสนล้านบาท พบเบิกจ่ายจริงเพียง 52% หรือ 4.2 หมื่นล้านบาท
“
ผมได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจนว่า ในส่วนของแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรก หากภายในวันที่ 31 มี.ค. นี้ โครงการใดยังไม่มีการเบิกจ่ายหรือเซ็นสัญญา ผมจะตัดงบประมาณโครงการนั้นทันที เพื่อจัดสรรให้โครงการที่พร้อม คาดว่าจะได้เงินคืนมา 45 หมื่นล้านบาท ส่วนโครงการที่อยู่ภายใต้แผนกระตุ้นรอบสอง ก็จะดำเนินการแบบเดียวกัน คาดว่าจะได้เงินคืนกลับมา 23 หมื่นล้านบาท รวมแล้วตัวเลขจะอยู่ที่ 78 หมื่นล้านบาท” นายไตรรงค์ กล่าว






