posttoday
ล้วงเงินนอกงบกระตุ้นศก.

ล้วงเงินนอกงบกระตุ้นศก.

05 มีนาคม 2553

คลังเซ็งแช่ในแบงก์กินดอกเบี้ย

สวค.แนะกรมบัญชีกลางรื้อใหญ่โพสต์ทูเดย์ — คลัง เล็งรื้อเงินนอกงบ 1.9 ล้านล้านบาทใหม่ หลังพบกองทุนต่างๆ ไม่ให้เงินทำงาน

นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รมช.คลัง เปิดเผยในการสัมมนา “บทบาท ของเงินนอกงบประมาณกับการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาครัฐ” ว่า กระทรวงการคลังกำลังทบทวนการบริการจัดการเงินนอกงบประมาณของกองทุนต่างๆ ซึ่งสูงถึง 1.89 ล้านล้านบาท เพื่อนำไปลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพแทนที่จะนำไปฝากธนาคารอย่างเดียว เพราะเงินส่วนนี้สูงกว่างบประมาณแผ่นดิน

สำหรับเงินนอกงบประมาณ 1.89 ล้านล้านบาท มาจาก 107 กองทุน เป็นเงินฝากถึง 2.5 แสนล้านบาท แบ่งเป็นเงินฝากประจำ 1.6 แสนล้านบาท และเงินฝากธนาคารพาณิชย์อีก 9.1 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้ยุบกองทุนที่มีการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพไปแล้ว 4 กองทุน และคาดว่าจะมีการยุบเลิกกองทุนเพิ่มอีก 56 แห่ง เนื่องจากเห็นว่ามีผลงานน้อย และมีการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ

นายคณิศ แสงสุพรรณ ผู้อำนวย การสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (สวค.) กล่าวว่า สวค. ได้ทำวิจัยเสนอให้กรมบัญชีกลางแก้ระเบียบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารเงินนอกงบประมาณใน 2 ประเด็น ได้แก่ การพัฒนาระบบการเบิกจ่ายงบภาครัฐผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (GFMIS) เพื่อให้สามารถจัดสรรงบได้ตามจริงไม่เปิดโอกาสให้นำไปฝากธนาคารกินดอกเบี้ย เนื่องจากที่ผ่านมากรมบัญชีกลางจัดสรรงบทั้งก้อนให้หน่วยงาน ทำให้หลายหน่วยงานเอาเงินที่ยังไม่ใช้ไปฝากกับธนาคารเพื่อรอรับดอกเบี้ย แต่ในทางกลับกันรัฐกลับต้องกู้เงินดังกล่าวจากธนาคารทำให้ต้องเสียดอกเบี้ยโดยเปล่าประโยชน์

นอกจากนี้ ยังเสนอให้กรมบัญชีกลางทำหน้าที่ในการรับฝากเงินที่ยังไม่ใช้จากหน่วยงานต่างๆ ซึ่งจะมีการจ่ายดอกเบี้ยในระดับเดียวกับธนาคาร ประมาณ 1.25% เชื่อว่าจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้รัฐได้ปีละกว่า 1,000 ล้านบาท จากปัจจุบัน คลังต้องไปกู้เงินธนาคารเสียดอกเบี้ย 34% มาให้กองทุนต่างๆ ใช้ ขณะที่บางกองทุนพอได้เงินไปแล้วก็เอาไปฝากธนาคารอีก

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า ภาครัฐต้องจัดสรรเงินงบประมาณให้กองทุนต่างๆ ที่อยู่นอกงบประมาณ 1.5 แสนล้านบาทต่อปี ขณะที่รายได้ที่เกิดขึ้นจากกองทุนต่างๆ ไม่มีการนำส่งภาครัฐ แต่กลับนำไปฝากไว้กับธนาคารต่างๆ แทน ซึ่งทางกรมบัญชีกลางจะเข้าไปดูเรื่องการ บริหารจัดการเงินดังกล่าวเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดแทน

นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผิดหวังกับความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงานราชการ ซึ่งจากรายงานตัวเลขล่าสุดเมื่อวันที่ 2 มี.ค. พบว่าการใช้เงินยังมีน้อยมาก โดยในส่วนแผนกระตุ้นรอบแรก มีการจัดสรรเงินไปให้แล้ว 1.6 แสนล้านบาท จากวงเงินที่อนุมัติไป 1.99 แสนล้านบาท พบว่ามีการเบิกจ่ายจริงเพียงแค่ 26% หรือ 4.3 หมื่นล้านบาทเท่านั้น

ด้านแผนกระตุ้นรอบสอง จัดสรรเงินไปแล้ว 8.2 หมื่นล้านบาท จากวงเงินที่อนุมัติไปแล้ว 1.5 แสนล้านบาท พบเบิกจ่ายจริงเพียง 52% หรือ 4.2 หมื่นล้านบาท

“ผมได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจนว่า ในส่วนของแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรก หากภายในวันที่ 31 มี.ค. นี้ โครงการใดยังไม่มีการเบิกจ่ายหรือเซ็นสัญญา ผมจะตัดงบประมาณโครงการนั้นทันที เพื่อจัดสรรให้โครงการที่พร้อม คาดว่าจะได้เงินคืนมา 45 หมื่นล้านบาท ส่วนโครงการที่อยู่ภายใต้แผนกระตุ้นรอบสอง ก็จะดำเนินการแบบเดียวกัน คาดว่าจะได้เงินคืนกลับมา 23 หมื่นล้านบาท รวมแล้วตัวเลขจะอยู่ที่ 78 หมื่นล้านบาท” นายไตรรงค์ กล่าว

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่