posttoday
จัดระเบียบ เคเบิล-ทีวีดาวเทียม ปราบโฆษณาผิดกฏหมาย ทีวี 100 ช่อง

จัดระเบียบ เคเบิล-ทีวีดาวเทียม ปราบโฆษณาผิดกฏหมาย ทีวี 100 ช่อง

04 มีนาคม 2553

นับตั้งแต่ พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ประกาศใช้ เกิดความคึกคักขึ้นในวงการเคเบิลทีวี ตามด้วยการผุดช่องรายการผ่านทีวีดาวเทียมจำนวนมาก เพราะกฎหมายอนุญาตให้มีโฆษณาได้ไม่เกิน 6 นาทีต่อชั่วโมง เท่ากับกลายเป็นขุมทรัพย์แหล่งใหม่ของการโฆษณา ที่ประเมินกันว่าปีนี้จะมีเม็ดเงินในอุตสาห กรรมนี้ไม่ต่ำกว่า 2,500 ล้านบาท

ทั้งนี้ สมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม ประเมินว่า ปีนี้จะมีช่องรายการโทรทัศน์ดาวเทียมรวมกันมากกว่า 100 ช่อง ในจำนวนนี้เป็นช่องที่เปิดขึ้นมาสำหรับธุรกิจขายตรงโดยเฉพาะมีประมาณ 10 ช่อง โดยการโฆษณาผ่านช่องทางทีวีดาวเทียมขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะมีอัตราค่าโฆษณาถูกกว่าฟรีทีวีที่คิดนาทีละ 34 แสนบาท เป็น 100 เท่า ขณะที่การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันประมาณ 56 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 20 ล้านคน

แต่ปรากฏว่าสินค้าที่โฆษณาทางทีวีดาวเทียมส่วนใหญ่จะเป็นยา อาหารเสริม บริการคำพยากรณ์ อิทธิฤทธิ์เหนือจริง สินค้าบริการเกี่ยวกับทางเพศ ทำให้ถูกตั้งคำถามจากผู้บริโภคว่า การโฆษณาดังกล่าวถูกต้องตามกฎหมายและผิดจริยธรรมหรือไม่ รวมถึงบางรายอาจเข้าข่ายหลอกลวงผู้บริโภคและมาปะทุเป็นข่าวดังกรณีทีวีช่องซุปเปอร์เช็ง

“ปัญหาที่เกิดขึ้นคือการที่ไม่มีกติกาในการกำกับกิจการวิทยุโทรทัศน์มา 10 ปี ทำให้ธุรกิจโฆษณา โดยเฉพาะในประเภทแอบแฝง เข้าไปเติบโตอยู่ในสื่อใหม่เหล่านี้ จนเกิดคำถามจากผู้บริโภคว่า รัฐจะไม่ทำอะไรเลยหรือ นี่คือเหตุผลที่หน่วยงานของรัฐ โดย สคบ. ต้องขึ้นมาดูแล” นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงที่มาของปัญหา

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ในฐานะหน่วยงานหลักที่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ในการให้ความคุ้มครองผู้บริโภค จึงต้องลุกขึ้นมาหาแนวทางในการกำกับดูแล เพื่อให้การโฆษณาในทีวีดาวเทียมเกิดความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค ในระหว่างที่องค์กรอิสระ “กสทช.” ที่มีหน้าที่กำกับดูแลโดยตรงยังไม่ถูกจัดตั้งขึ้น และการทำงานของ สคบ. จะเน้นการประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันผู้บริโภค เพราะลำพังเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เพียงพอที่จะเข้าไปดูแลให้ทั่วถึง

“การลุกขึ้นมาทำตอนนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองหรือสื่อของกลุ่มเสื้อแดงแต่อย่างใด แต่ปัญหาที่เกิดจากการโฆษณาสินค้าและบริการที่ไม่เป็นธรรม มากระทบผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อยๆ” นายสาทิตย์ กล่าว

สำหรับผู้ประกอบการและผู้โฆษณา ภาครัฐต้องการชี้แจงให้ทราบว่า ปัจจุบันมีกฎหมายที่สามารถเอาผิดเรื่องการโฆษณาไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคได้ โดยเฉพาะการโฆษณาในตัวสินค้าและบริการ ซึ่งมีทั้ง พ.ร.บ.อาหารและยา และ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค ที่กำหนดกฎกติกาเกี่ยวกับการโฆษณาเอาไว้แล้ว

ส่วนทีวีดาวเทียม ซึ่งยังไม่มีกฎหมายกำกับดูแลโดยเฉพาะ ได้มอบให้ สคบ. ไปดำเนินการรับฟังความคิดเห็น เพื่อสร้างกฎ เกณฑ์ กติกาในการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นมาตรฐาน รวมทั้งจะสร้างจิตสำนึกให้ผู้ประกอบการ ด้วยการจัดสัมมนา การสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังกับสมาคมผู้ประกอบการและผู้บริโภคทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันตรวจสอบ

ทั้งนี้ ปัญหาคือการบังคับใช้กฎหมายจะทำได้มากน้อยแค่ไหน ที่สำคัญกฎหมายยังขาดความชัดเจนและมีช่องโหว่อีกมากมาย เช่น รายการแนะนำสินค้าถือเป็นการโฆษณาหรือไม่ ถ้าเป็นการโฆษณาถือว่าเกินเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมายหรือไม่ รวมถึงการใช้ผู้มีประสบการณ์มาย้ำประสิทธิภาพของสินค้าและบริการถือว่าทำได้หรือไม่ หลักเกณฑ์เหล่านี้ สคบ. จะระดมความเห็น จะส่งเรื่องให้อนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ของ กทช. นำไปออกเป็นหลักเกณฑ์ต่อไป

นิพนธ์ นาคสมภพ นายกสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม กล่าวว่า คำถามสำคัญคือ ใครจะมากำหนดระยะเวลาโฆษณา และเวลาที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร ในหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย, ฮ่องกง, ญี่ปุ่น, ฟิลิปปินส์ ไม่มีข้อจำกัดเรื่องการโฆษณา สิงคโปร์ โฆษณาได้ไม่เกิน 14 นาทีต่อชั่วโมง อินเดีย โฆษณาได้ 10 นาทีต่อชั่วโมง ส่วนเวียดนาม โฆษณาได้ 5% ของเวลาออกอากาศ เช่น 60 นาที โฆษณาได้ 3 นาที

“จากการสำรวจของเอจีบี นีลเส็น โฆษณา 1 นาที มีผู้ชมลดลง 10% ที่สำคัญ ปัจจุบัน ช่องรายการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมมีมากกว่า 100 ช่อง ใครไม่อยากดูโฆษณา ก็สามารถเปลี่ยนช่องได้” นิพนธ์กล่าว

สำหรับทีวีดาวเทียม ซึ่งนายกสมาคมทีวีดาวเทียม มองว่าเป็นกิจการที่ใช้คลื่นความถี่ การถูกจำกัดเวลาโฆษณา 6 นาทีต่อชั่วโมง ถือว่าเป็นแข่งขันเป็นธรรมตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ นี่คือคำถาม เพราะฟรีทีวี ซึ่งเป็นกิจการที่ใช้คลื่นความถี่เช่นเดียวกัน สามารถโฆษณาได้ 12 นาทีครึ่งต่อชั่วโมง เพราะฉะนั้น การออกมากำกับด้วยการกำหนดเวลาโฆษณานั้น อยากให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาด้วยว่ามีความจำเป็นแค่ไหน และเป็นการจำกัดเสรีภาพด้านการแข่งขันตามรัฐธรรมนูญหรือไม่อย่างไรก็ตาม สมาคมมีแนวคิดจะกำกับดูแลกันเองอยู่แล้ว ในจำนวน 40 ช่องรายการโทรทัศน์ดาวเทียม โดยจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุด ตรวจสอบ ชุดแรกวางนโยบาย และชุดที่ 2 เป็นกรรมการด้านปฏิบัติการ คอยตรวจสอบว่าโฆษณาที่จะมาลงในช่องมีใบอนุญาตโฆษณาหรือไม่ รวมถึงข้อความโฆษณาถูกต้องตามฉลาก

ขณะที่ สุภาณี เดชาบูรณานนท์ รองประธานกลุ่มสื่อโฆษณา กรุ๊ปเอ็ม บริษัท มายด์แชร์ กล่าวว่า การที่รัฐบาลเข้ามาจัดสัมนา ให้ความรู้เกี่ยวกับกฎ กติกา ในการโฆษณาผ่านเคเบิลทีวี และทีวีดาวเทียม ถือเป็นเรื่องที่ดี ที่จะได้สร้างมาตรฐานให้กับอุตสาหกรรม เพราะต้องยอมรับว่า ในช่วงที่ผ่านมา มีการโฆษณาที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายอยู่จำนวนมากในสื่อนี้ ดังนั้น การให้ความรู้ของสคบ.จะช่วยขจัดน้ำเสียในวงการให้ออกไป และเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของธุรกิจนี้ในอนาคต

พนา ทองมีอาคม กรรมการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวว่า มีแนวคิดที่จะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการกทช.พิจารณาเรื่องการจัดระเบียบ และขึ้นทะเบียน เพื่อกำกับดูแลกิจการโทรทัศน์ดาวเทียม เช่นเดียวกับเคเบิลทีวีและวิทยุชุมชน ที่ได้ดำเนินการไปก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งโดยหลักการกทช.จะเน้นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม ขณะเดียวกัน ต้องสร้างมาตรฐานให้กับวงการ ด้วยการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการควบคุมดูแลกันเอง

นี่เป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการจากภาครัฐ และเอกชนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจทีวีดาวเทียม ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีทั้งด้านดี และด้านไม่ดี ที่ต้องคอยตรวจสอบ แต่อาศัยภาครัฐอย่างเดียว คงไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง เพราะสื่อใหม่เหล่านี้ ขยายตัวอย่างรวดเร็ว แค่ทีวีดาวเทียมมีกว่า 100 ช่องแล้ว ไม่นับถึงอินเทอร์เน็ต ทีวี ที่มีเป็นพัน ๆ ช่อง แล้วจะดูแลกันอย่างไร

มาตรการล้อมคอกทั้งหลายคงก้าวไม่ทันสื่อนิวมีเดีย ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและหลากหลายตามเทคโนโลยีที่พัฒนาไป ขณะที่การกำกับดูแลยังคงต้องทำไป อีกด้านหนึ่งการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับผู้บริโภค ถ้าทำได้จะเกิดผลดีระยะยาว ให้พร้อมเผชิญยุคโลกไร้พรมแดน

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่