
จีเอ็มโยกประธานในไทยคุมขายตลาดสหรัฐ
จีเอ็ม ประเทศไทยส่ง "มาร์ติน แอพเฟล" ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตกุมบังเหียนแทน สตีฟ คาร์ไลส์
จีเอ็ม ประเทศไทยส่ง "มาร์ติน แอพเฟล" ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตกุมบังเหียนแทน สตีฟ คาร์ไลส์
จีเอ็ม ประเทศไทย ประกาศแต่งตั้ง มาร์ติน แอพเฟล เป็นประธาน บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส เซาท์อีสท์ เอเชีย โอเปอเรชั่นส์ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) และบริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย)
มาร์ติน แอพเฟล เคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารในสายงานกลยุทธ์และแผนการผลิตทั่วโลกของจีเอ็ม จะเข้ามารับหน้าที่แทน สตีฟ คาร์ไลส์ ประธานกรรมการ ซึ่งคาร์ไลส์จะได้รับการแต่งตั้งเป็นรองประธานกรรมการด้านการขาย บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส สหรัฐอเมริกา
“การประกาศแต่งตั้งในวันนี้นับว่าเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่เพิ่มมากขึ้นของธุรกิจทั่วโลกของจีเอ็ม ซึ่ง สตีฟ คาร์ไลส์ ได้ทุ่มเทมุ่งมั่นให้กับงานอย่างน่าชื่นชม ในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของจีเอ็ม ในภูมิภาคอาเซียนนี้ และเราคงจะต้องคิดถึงเขาเป็นอย่างมาก” ทิม ลี ประธานบริหาร จีเอ็ม อินเตอร์เนชันแนล โอเปอร์เรชั่นส์ (จีเอ็มไอโอ) กล่าว
มาร์ติน แอพเฟล จะเข้ามารับตำแหน่งแทนคาร์ไลส์ ซึ่งแอพเฟลเป็นหนึ่งในทีมผู้บริหารที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างสูง โดยมีประสบการณ์มากมายทั้งในด้านการผลิต และการบริหารจัดการธุรกิจ ซึ่งเชื่อว่าเขาจะสามารถเข้ามาสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของจีเอ็มได้อย่างต่อเนื่อง ในตลาดที่กำลังเติบโตของจีเอ็มในภูมิภาคอาเซียนนี้
สำหรับประวัติของ มาร์ติน แอพเฟล เป็นชาวเยอรมัน เริ่มงานกับจีเอ็ม ในหน่วยธุรกิจรถยนต์ อดัม โอเปิล และยังดำรงอีกหลายตำแหน่งที่สำคัญในภาคพื้นทวีปยุโรป อาทิ ผู้อำนวยการโรงงานโบคุ่มของแบรนด์รถยนต์โอเปิล ประธานบริหารของโอเปิล ไอเซ่นนาช (ต้นแบบศูนย์การผลิตยานยนต์จีเอ็มในจังหวัดระยอง) รวมไปถึง ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการของ โอเปิล โปรตุเกส และในช่วงที่ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหาร ด้านการวางแผน และวางกลยุทธ์ด้านการผลิตทั่วโลก ซึ่งได้รับผิดชอบงานด้านการดำเนินการผลิตทั่วโลก และยังดูแลด้านการผลิตในการพัฒนาและวางแผนด้านผลิตภัณฑ์ทั่วโลกให้กับจีเอ็มอีกด้วย
ทั้งนี้ จีเอ็ม ประเทศไทย เพิ่งได้รับเงินกู้เพื่อดำเนินธุรกิจด้วยวงเงิน 1.3 หมื่นล้านบาท สำหรับการเดินหน้าโครงการผลิตเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ และการเดินหน้าการพัฒนารถปิกอัพและรถพีพีวีรุ่นใหม่ในประเทศไทย ซึ่งยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ และคาดว่าจะเปิดแผนงานทั้งหมดได้ภายใน 3 ปี ซึ่งทีมผู้บริหารตั้งเป้าว่ารถยนต์ในโครงการดังกล่าว จะช่วยพลิกฟื้นสถานการณ์ของจีเอ็ม ประเทศไทยได้อีกครั้ง







