posttoday

Tail Risk

22 กุมภาพันธ์ 2555

ความจริงเมื่อพูดถึงความเสี่ยงมันก็มีทั้งโอกาสได้และเสีย

ความจริงเมื่อพูดถึงความเสี่ยงมันก็มีทั้งโอกาสได้และเสีย

แต่ในแง่บริหารความเสี่ยงเราจะให้ความสำคัญกับโอกาสที่จะเสียหายมากกว่าโอกาสที่จะได้ประโยชน์ และในกรณีที่เกิดความเสียหายเกินคาดเป็นผลจากความเสี่ยงที่เราไม่คาดคิด หรือคิดว่าโอกาสน้อยมาก เช่น มีความเป็นไปได้ไม่ถึง 1% หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในรอบกว่าศตวรรษที่จะมีเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความเสียหายในระดับนั้น ทำให้เราไม่ได้เตรียมการรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าวที่เกิดขึ้นในส่วนหางทางด้านซ้าย (หรือด้านลบ) ของแผนภูมิการแจกแจงความน่าจะเป็น (Probability Density Function) ก็เลยเรียกความเสี่ยงนี้ว่า “ความเสี่ยงส่วนหาง” หรือ “Tail Risk”

ซึ่งในปีที่แล้วมีเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายอย่างคาดไม่ถึงอย่างน้อย 2 เหตุการณ์ คือ แผ่นดินไหวขนาดมากกว่า 9 ริกเตอร์ ที่ญี่ปุ่นที่ทำให้เกิดสึนามิและความเสียหายกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งถึงตอนนี้ก็ยังเคลียร์กันไม่จบและยังไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้

ส่วนอีกเหตุการณ์ก็คือมหาอุทกภัยบ้านเรา ที่คาดไม่ถึงว่ามวลน้ำปริมาณมหาศาลที่คิดว่า “เอาอยู่” เพราะ “ค่อยๆ” ไหลบ่าจากทางเหนือจะ “ระบายไม่ออก” ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในภาคกลางและเมืองหลวงของประเทศ และจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างคาดไม่ถึง

ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่รายงานโดยสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ค่อนข้างน่าตกใจ เพราะอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2554 ติดลบร้อยละ 9 เป็นผลมาจากปัญหาน้ำท่วมในประเทศ ส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรม ขยายตัวติดลบร้อยละ 21.8 ทำให้ตลอดทั้งปีในปี 2554 ขยายตัวเพียงร้อยละ 0.1 ซึ่งแทบจะ “ไม่โต” โดยคิดเป็นเม็ดเงินของความเสียหายมากกว่า 3 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขความเสียหายที่ “คาดไม่ถึง” ว่าจะร้ายแรงถึงเพียงนี้

ดังนั้น เราจึงต้องกลับมาทบทวนและให้ความสำคัญกับ Tail Risk อย่างจริงจัง เพราะปีที่แล้วแค่ปัจจัยน้ำท่วมเพียงอย่างเดียวก็สร้างความเสียหายได้ในระดับนี้ ซึ่งปีนี้ก็ยังรับประกันไม่ได้ว่าน้ำจะไม่ท่วมอีก การคาดหมายว่าเศรษฐกิจปีนี้จะโตมากกว่า 5% โดยไม่เตรียมใจกับความเสียหายที่คาดไม่ถึง อาจทำให้อาการทางเศรษฐกิจทรุดหนักกว่าวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อสิบกว่าปีก่อนและวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เมื่อ 34 ปีที่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะคลื่นลมที่ปั่นป่วนจากมรสุมเศรษฐกิจที่เคลื่อนตัวมาจากแถบยุโรป ที่มุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแต่ปัจจัยพื้นฐานยังคงเปราะบาง พร้อมจะพังได้ทุกเมื่อ

แม้ว่า “ตัวปัญหา” อย่างกรีซจะสามารถหาเงินก้อนโตมาใช้หนี้ที่จะถึงในใกล้ๆ นี้ จากรัฐบาลของยูโรโซนที่จะร่วมมือกันปล่อยเงินกู้ครั้งที่ 2 ให้แก่กรีซ 1.3 แสนล้านยูโร (หรือมากกว่า 5 ล้านล้านบาท) ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้รัฐบาลกรีซสามารถลดอัตราหนี้สาธารณะให้ลงมาอยู่ที่ 120.5% ของ GDP ภายในปี 2563

แต่กระนั้นภาคการเงินและเศรษฐกิจของยูโรโซนก็ยังคงง่อนแง่นอยู่ ซึ่งจากการประเมินของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำรายที่ 3 คือ มูดี้ส์ (Moody’s) ซึ่งมาทีหลังแต่ “แสบ” กว่า เพราะไม่เพียงจะลดเครดิตของ 6 ประเทศ ซึ่งในนั้นมีทั้งอิตาลี สเปน และโปรตุเกส ยังขู่จะลดเครดิตอีก 3 ประเทศ ซึ่งมีทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส และออสเตรีย รวมทั้งสถาบันการเงิน 114 แห่งของยุโรป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธนาคารชั้นนำเป็นที่รู้จักอย่างดีในบ้านเรา

นี่ยังไม่รวมเรื่องใหญ่อีกเรื่องในบ้านเรา คือ ที่เราอาจติดแบล็กลิสต์ (Black List) ของ Financial Action Task Force (FATF) ซึ่งเป็นคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน และกำหนดมาตรฐานสากลในด้านการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย ซึ่งถ้าติดแบล็กลิสต์แล้วจะทำให้ต้นทุนการกู้เงินสูงขึ้นและจะทำให้เรากู้เงินยากขึ้น ซึ่งคงไม่ค่อยดีนักในสถานการณ์ที่เราต้องกู้เงินจำนวนมากเพื่อฟื้นฟูประเทศจากภัยน้ำท่วมในปีที่แล้ว

คงเห็นแล้วว่า Tail Risk หรือความเสี่ยงส่วนหางในปีนี้สูงมากๆ คงต้องอาศัย “คนคัดหางเสือ” ดีๆ ถึงจะพารัฐนาวาฝ่ามรสุมเศรษฐกิจในปีนี้ได้ ถ้าคัดหางเสือเองไม่เป็น ต้องรอ “สัญญาณรีโมต” จากแดนไกลมาคอยควบคุม เรือเราอาจล่มซะก่อนนา

 

ข่าวล่าสุด

คตร. จี้โรงกลั่นคืนกำไรส่วนเกินเข้ากองทุนน้ำมัน ชงครม. 6 เม.ย.นี้