
ไทยคมปีนี้ฟื้นมีกำไร
บริษัท ไทยคม (THCOM) ถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ภายหลังผลการดำเนินงานปี 2554 ดีขึ้นตามคาด
บริษัท ไทยคม (THCOM) ถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ภายหลังผลการดำเนินงานปี 2554 ดีขึ้นตามคาด
หลังเริ่มมีกำไรในช่วงครึ่งปีหลัง แต่ไม่สามารถหักล้างผลขาดทุนครึ่งปีแรกได้ ปีนี้คาดว่าผลงานจะพลิกมีกำไร เมื่อไอพีสตาร์ถึงจุดคุ้มทุนเมื่อสิ้นปี 2554 และเริ่มทำกำไรปีนี้ และยังมีความหวังใหม่จากดาวเทียมไทยคม 6 และไทยคม 7
บริษัทประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2554 มีกำไรต่อเนื่องจากไตรมาส 3 ตามคาด ส่งผลให้ทั้งปีขาดทุนสุทธิ 490 ล้านบาท ลดลงจากปี 2553 และหากไม่รวมผลกระทบค่าใช้จ่ายภาษีส่วนเพิ่มจากการปรับ Defer Tax Asset ตามอัตราภาษีใหม่ จะขาดทุนเพียง 45 ล้านบาท จากขาดทุนสุทธิปี 2553 ที่ 699 ล้านบาท ขาดทุนลดลงเพราะรายได้จากการให้บริการเพิ่มขึ้นคงที่มากกว่าต้นทุนและค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะธุรกิจดาวเทียมชดเชยรายได้ที่ลดลงของธุรกิจโทรศัพท์ต่างประเทศและธุรกิจสื่อและอินเทอร์เน็ต
การเติบโตของรายได้มาจากธุรกิจไอพีสตาร์จากการขยายตลาดในอินเดีย ญี่ปุ่น และมาเลเซีย ที่ทำให้อัตราการใช้บริการ ณ สิ้นปีปรับเพิ่มขึ้นเป็น 25% ถึงจุดคุ้มทุน
ไตรมาส 4 ปี 2554 THCOM เริ่มรับรู้รายได้บางส่วนจากการเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการประมูลเช่าช่องสัญญาณไอพีสตาร์โครงการบรอดแบนด์แห่งชาติจากรัฐบาลออสเตรเลีย (NBN) 3,200 ล้านบาท (รับรู้รายได้ 5 ปี) และเริ่มเปิดให้บริการในตลาดมาเลเซียให้ลูกค้า MEASAT รับรู้รายได้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาทต่อปี สัญญาให้บริการ 10 ปี
“ผลการดำเนินงานในสายธุรกิจดาวเทียม ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทยังคงมีการเติบโตในทิศทางที่ดี บริษัทมีการบันทึกผลกำไรจากการดำเนินงานในสายธุรกิจดาวเทียมติดต่อกันถึงสามไตรมาสแล้ว” ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร THCOM กล่าว
ผลการดำเนินงานจากดาวเทียมไทยคม 5 และไอพีสตาร์ยังคงช่วยให้บริษัทมีผลกำไรสุทธิจากการดำเนินงานติดต่อกันสองไตรมาส สำหรับผลประกอบการปี 2554 บริษัทมีรายได้จากบริการดาวเทียมและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องทั้งสิ้น 5,682 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 23.6% จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2553
“รายได้จากบริการไอพีสตาร์เพิ่มขึ้น 59.1% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2553 โดยเป็นผลมาจากปริมาณการใช้งานแบนด์วิดท์ที่เพิ่มขึ้นในประเทศญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย มาเลเซีย และเมียนมาร์”
ศุภจี กล่าวต่อไปว่า แสดงให้เห็นว่าบริษัทยังคงมีความเคลื่อนไหวเติบโตอย่างต่อเนื่องต่อไปในปี 2555 นอกจากนี้จะยังมีการรับรู้รายได้ทั้งปีจากการลงนามในโครงการสำคัญหลายโครงการในปี 2554 เช่น โครงการ NBN ในประเทศออสเตรเลีย และการลงนามกับ MEASAT ประเทศมาเลเซีย ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากลยุทธ์ในการใช้ดาวเทียมไทยคม 5 ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการให้บริการแก่ลูกค้า และกลยุทธ์ของไอพีสตาร์ในการเน้นไปที่การขายแบนด์วิดท์มากกว่าการขายแบบรายย่อยนั้น เป็นกลยุทธ์ที่บริษัทได้ดำเนินมาถูกทางแล้ว ซึ่งถ้าเป็นไปตามแผนที่วางไว้ เราควรจะได้เห็นการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
THCOM ตั้งเป้าหมายการใช้บริการแบนด์วิดท์ไอพีสตาร์เพิ่มเป็น 3435% จาก 25% ในปี 2554
ศุภจี กล่าวว่า ภายในไตรมาสแรกปีนี้จะได้ข้อสรุปแผนการยิงดาวเทียมดวงใหม่คือ ไทยคม 8 ที่จะเป็นดาวเทียมดวงที่ 2 เพื่อรองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือบรอดแบนด์ เช่นเดียวกับดาวเทียมไทยคม 4 หรือไอพีสตาร์ ที่คาดว่าจะใช้งบประมาณไม่เกิน 200 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 6,000 ล้านบาท
ที่ต้องยิงดาวเทียมไทยคม 8 ทั้งที่ดาวเทียมไอพีสตาร์ในปัจจุบันมีการใช้งานเพียง 25% เท่านั้น เนื่องจากมั่นใจว่าจะสามารถเพิ่มสัดส่วนการใช้งานเป็น 4050% ในปีนี้ ซึ่งการยิงดาวเทียมดวงใหม่เพื่อขยายการให้บริการบรอดแบนด์ให้ครอบคลุมมากขึ้น จากปัจจุบันที่เน้นในประเทศออสเตรเลียเป็นหลัก
นอกจากนั้น ยังอยู่ระหว่างการศึกษาแผนธุรกิจไทยคม 9 ทำหน้าที่รักษาสิทธิวงโคจร 50.5 องศาตะวันออก ซึ่งจะหมดอายุในเดือน พ.ย. โดยจะเร่งสรุปให้ได้ก่อนหมดอายุสัญญา
ทั้งนี้ การยิงดาวเทียมเพิ่มอีก 2 ดวง จะทำให้ไทยคมมีดาวเทียมทั้งหมด 6 ดวง คือ ไอพีสตาร์ ไทยคม 5 ไทยคม 6 ซึ่งคาดว่าจะยิงขึ้นสู่วงโคจรได้ภายในเดือน ก.ค.นี้ โดยทั้งสามดวงยังคงอยู่ภายใต้สัมปทานของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที ขณะที่ไทยคม 7 8 และ 9 จะดำเนินการในรูปแบบใบอนุญาตให้บริการ หรือไลเซนส์ จากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เกียรตินาคิน คาดว่า THCOM จะสามารถให้บริการแบนด์วิดท์ได้ตามเป้าหมายที่ 35% ที่รวมจีนกับฟิลิปปินส์ไว้แล้ว และคาดว่าปีนี้จะมีกำไรสุทธิ 355 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนปี 2554
“แม้ราคาหุ้นของ THCOM ใกล้ราคาที่เหมาะสม 13.50 บาทต่อหุ้นแล้ว แต่จากการเพิ่มมูลค่าดาวเทียมใหม่สองดวง ไทยคม 6 และไทยคม 7 ที่จะทำให้ปัจจัยพื้นฐานเพิ่ม แต่ยังไม่รวมในประมาณการกำไรปีนี้”
ดาวเทียมไทยคม 7 จะเริ่มให้บริการบนใบอนุญาต กสทช.เป็นดวงแรก และจะได้รับผลดีจากโครงสร้างต้นทุนบนใบอนุญาตต่ำกว่าสัมปทาน และเพิ่มมูลค่าให้มากกว่าดาวเทียมไทยคม 6 ที่ดำเนินการภายใต้สัมปทาน
ดังนั้น บล.เกียรตินาคิน จึงแนะนำให้ซื้อเก็งกำไรหุ้นนี้ดาวเทียมไทยคม 4 หรือไอพีสตาร์ ปัจจุบันมีอัตราการใช้บริการถึงจุดคุ้มทุนที่ 25% แล้ว
แต่นักวิเคราะห์ บล.เอเซียพลัส คาดว่าจะเพิ่มเป็น 30% ในปีนี้และ 35% ในปี 2556 น้อยกว่าเป้าหมายที่บริษัทตั้งไว้ เพราะเชื่อว่าไอพีสตาร์ถูกออกแบบมาจำกัดกำลังการให้บริการในแต่ละประเทศ โดยกำลังการให้บริการที่จีน และอินเดียสูงถึง 24% และ 16% แต่ละประเทศดังกล่าวยังมีข้อจำกัดด้านกฎหมายต่อการเร่งขยายธุรกิจ จึงประสบผลสำเร็จยาก
ขณะที่ธุรกิจบริการโทรศัพท์ยังมีโอกาสขาดทุนต่อ เพราะผลการดำเนินงานขึ้นลงตามฤดูกาลและการแข่งขันที่รุนแรง
อย่างไรก็ตาม บล.เอเซียพลัส ยังคาดว่าปีนี้ผลการดำเนินงานจะพลิกจากขาดทุนในปี 2554 กลับมามีกำไรสุทธิปีนี้ 390 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 709 ล้านบาท ในปี 2556 แต่การเติบโตต้องพึ่งพิงดาวเทียมใหม่และความสำเร็จในจีนและอินเดีย
“เรายังไม่รวมกำไรพิเศษที่อาจเกิดขึ้นจากการขายธุรกิจโทรศัพท์ในกัมพูชาของบริษัทในเครือคือ Mphone ที่อยู่ระหว่างเจรจากับผู้สนใจ 23 ราย”
บล.เอเซียพลัส ลดคำแนะนำหุ้นนี้จากซื้อเป็นถือ เพราะราคาหุ้นสะท้อนกำไรในปี 2555 จนปัจจุบันมีส่วนลดเพียง 5.3% จากมูลค่าพื้นฐานที่หุ้นละ 14 บาท แต่ราคานี้ยังไม่รวมมูลค่าดาวเทียมไทยคม 6 และไทยคม 7 ที่อยู่ระหว่างสร้างและขาดความชัดเจนของลูกค้าที่จะเข้ามาใช้บริการ
บล.กรุงศรีอยุธยา มีมุมมองว่าแม้ราคาหุ้นจะเต็มมูลค่า แต่ผลการดำเนินงานที่ฟื้นตัวต่อเนื่องและประมาณการว่าปีนี้จะพลิกมีกำไร และยังไม่รวมการให้บริการไอพีสตาร์ในจีนที่กำลังเจรจา หากรวมเชื่อว่ากำลังการให้บริการจะเพิ่มไปถึง 40% ยังไม่รวมดาวเทียมไทยคม 6 และไทยคม 7 ที่เตรียมจะยิงปี 2556 และ 2557
บล.แห่งนี้ให้ราคาหุ้นนี้ปี 2555 ที่ 12.10 บาท โดยอิงวิธีส่วนลดกระแสเงินสดที่ส่วนลด 11.8% และหากรวมจีนจะเพิ่มเป็น 13.90 บาท
THCOM ปีนี้จะรับรู้กำไรเต็มปีจากโครงการบรอดแบนด์แห่งชาติจากรัฐบาลออสเตรเลีย (NBN) ของออสเตรเลีย ขณะที่มีตลาดอื่นอยู่ระหว่างเซ็นสัญญา ได้แก่ ฟิลิปปินส์ และจีน (จีนใหญ่สุด 26% ของการให้บริการทั้งหมด) ส่วนธุรกิจโทรศัพท์ในลาวที่เดิมฉุดผลการดำเนินงานเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น หลังจากรัฐบาลเริ่มออกมาตรการป้องกันการแข่งขันด้านราคา







