
บีอีซีฯตะลุยนอกประเดิมทีวีพม่า
บีอีซีเทโร เดินหน้ารุกต่างประเทศ ประเดิมโครงการทีวี พม่า ก่อนขยายจัดอีเวนต์คอนเสิร์ตต่อ
บีอีซีเทโร เดินหน้ารุกต่างประเทศ ประเดิมโครงการทีวี พม่า ก่อนขยายจัดอีเวนต์คอนเสิร์ตต่อ
นายพงษ์พันธ์ วงศ์หนองเตยผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ บริษัท บีอีซีเทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ บริษัท ฟอร์เอฟเวอร์ กรุ๊ป ประเทศเมียนมาร์ โดยบีอีซีเทโร ถือหุ้น 49% เพื่อผลิตรายการโทรทัศน์ให้กับสถานีโทรทัศน์ 2 แห่ง ได้แก่ ช่องเอ็มอาร์ ทีวี 4 และช่อง 7 ทั้งรายการประเภทคุยข่าว ทอล์กโชว์ เกมโชว์ และละคร จากนั้นจะนำกิจกรรมการแสดง โชว์ รวมทั้งธุรกิจไทยทิคเก็ตเข้าไปดำเนินการด้วย
“พม่าเป็นตลาดที่ใหม่มาก และน่าสนใจลงทุน แต่ในแง่ผลตอบแทนต้องรอดูสถานการณ์อีกครั้งซึ่งเบื้องต้นบริษัทจะชวนเจ้าของสินค้าที่ทำตลาดในพม่าอยู่แล้วไปลงโฆษณาในสถานีช่องใหม่ของพม่าด้วย” นายพงษ์พันธ์ กล่าว
นอกจากนี้ บริษัทยังมองโอกาสขยายตลาดในประเทศต่างๆ อีกหลายประเทศในภูมิภาคนี้ จากโอกาสของการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ทั้งเวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งบางประเทศ บริษัท ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ ซึ่งเป็นบริษัทลูกได้เข้าไปดำเนินการแล้ว ปัจจุบันรายได้จากธุรกิจในต่างประเทศยังมีสัดส่วนน้อยมาก แต่หลังจากนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และมีโอกาสเติบโตในอนาคต
นายนีล ทอมป์สัน รองกรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจในประเทศปีนี้ บริษัทจะผนึกกำลังในทุกแพลตฟอร์มของการบริการ ได้แก่ ออนแอร์ (รายการวิทยุ ทีวี) ออนไลน์ ออนกราวด์ การจัดกิจกรรมต่างๆ การแสดงคอนเสิร์ตและโชว์ต่างๆ เพื่อให้บริการลูกค้าแบบ 360 องศา
สำหรับปีนี้บริษัทได้ขยายบริการใหม่ๆ มากขึ้นในทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งรายการโทรทัศน์ที่นำรายการข่าวต่างๆ ลงในแพลตฟอร์มดิจิตอลรายการวิทยุได้ขยายในรูปแบบดิจิตอลมากขึ้น ออนไลน์ เรดิโอ รวมทั้งจัดคอนเสิร์ตต่างประเทศที่ปีนี้เพิ่มจาก 16 เป็น 19-20 งาน เป็นต้น
สำหรับปีนี้บริษัทคาดว่าจะมีรายได้รวม 3,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อนที่มีรายได้ 2,800 ล้านบาท เติบโต 20% จากปี 2553
แม้จะเกิดน้ำท่วมในช่วงปลายปี ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้หลักของบริษัท 55% มา
จากรายการโทรทัศน์ โดยเฉพาะครอบครัวข่าว, 25% จากคอนเสิร์ตและโชว์ต่าง ๆ 10% จากธุรกิจวิทยุ ที่เหลือจาก
ไทยทิคเก็ตเมเจอร์และดิจิตอล ซึ่งในส่วนของดิจิตอลคาดว่าจะเติบโตสูงในปีนี้ และภายใน 3 ปี จะมีสัดส่วน 5%
จากรายได้รวม







