
คลังตุนเงินลงทุนเล็งกู้นอก5หมื่นล.
โพสต์ทูเดย์
— คลังกลับใจกู้ต่างประเทศหนุนไทยเข้มแข็งอีก เตรียมลงทุนรถไฟฟ้าและรถไฟรางคู่แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งหลังปี 2553 นี้ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง มีนโยบายให้กู้เงินจากองค์กรระหว่างประเทศ 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 5 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมา ใช้ในแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 อีกครั้ง หลังจากได้ชะลอการกู้ต่างประเทศมาก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ การกู้เงินจากองค์กรระหว่างประเทศดังกล่าวประกอบด้วย 3 แหล่ง คือ เงินกู้จากธนาคารโลก 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) 300 ล้านเหรียญสหรัฐ และองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (ไจกา) 300 ฅล้านเหรียญสหรัฐ
ก่อนหน้านี้เอดีบีเคยกันเงินไว้ให้ไทยกู้มากกว่านี้ แต่เมื่อประเทศไทยชะลอการกู้ต่างประเทศออกไป เอดีบี จึงไม่ได้กันเงินไว้ให้ เพราะต้องให้ประเทศอื่นกู้ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมามีความต้องการกู้มากขึ้น ซึ่งก็ทำให้เงื่อนไขการกู้เปลี่ยนไป มีผลทำให้ดอกเบี้ยแพงขึ้นด้วย
ทั้งนี้ เงินกู้จากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 จำนวน 4 แสนล้านบาท ขณะนี้กู้จนเต็มวงเงินแล้ว
นอกจากนั้น พ.ร.บ.กู้เงินอีก 4 แสนล้านบาท ที่ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของสภาผู้แทนราษฎร ยังต้องใช้ระยะเวลาในการให้ความเห็นชอบ ทำให้กระทรวงการคลังเกรงว่าจะกระทบความต่อเนื่องในการลงทุน
“
กระบวนการหลังจากนี้จะต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเงื่อนไขที่เปลี่ยนไปอีกครั้ง ก่อนเสนอให้รัฐสภาพิจารณาตามมาตรา 190 ต่อไป” แหล่งข่าวเปิดเผยสำหรับโครงการลงทุนที่จะใช้วงเงินกู้ต่างประเทศดังกล่าวส่วนใหญ่อยู่ในหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม อาทิ รถไฟรางคู่ รถไฟฟ้าสายสีเขียวอ่อน ช่วงแบริ่งสมุทรปราการ และสายสีเขียวเข้ม ช่วงหมอชิตสะพานใหม่ และการก่อสร้างถนน 4 ช่องทาง เป็นต้น
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า โครงการลงทุนของรัฐบาลหลังจากนี้จะต้องเน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐานที่สร้างรายได้กลับมา หลังจากโครงการไทยเข้มแข็งระยะแรกเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและการจ้างงานเป็นหลัก ซึ่งก็ประสบความสำเร็จทำให้เศรษฐกิจไตรมาส 4 ของปี 2552 เติบโตถึง 5.8% เกินกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ ขณะที่ไตรมาสแรกคาดว่าจีดีพีจะสูงถึง 6%







