
ปูลั่นบูมเที่ยวไทยเป็นประตูอาเซียน
ยิ่งลักษณ์บูมท่องเที่ยวไทยเป็นประตูสู่อาเซียน ด้านเอกชนชี้การเมืองนิ่ง-แผนรับน้ำดี ท่องเที่ยวรุ่งแน่
ยิ่งลักษณ์บูมท่องเที่ยวไทยเป็นประตูสู่อาเซียน ด้านเอกชนชี้การเมืองนิ่ง-แผนรับน้ำดี ท่องเที่ยวรุ่งแน่
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวในการเสวนา นโยบายของรัฐบาลต่อการท่องเที่ยวไทย ในอนาคต กล่าวว่า รัฐบาลจะประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด เพื่อกำหนดกรอบยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวอย่างชัดเจน รองรับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นภายหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) ในปี 2558 โดยแผนดังกล่าวต้องต่อสู่กับภาวะต่างๆที่จะเกิดขึ้นได้ รวมถึงการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประตูสู่อาเซียน สามารถเชื่อมต่อการเดินทางในแต่ละประเทศ
ทั้งนี้การเข้าสู่เออีซี จะเป็นการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจครั้งยิ่งใหญ่ มีประชากรอาเซียนรวมกันราว 600 ล้านคนใน 10 ประเทศ ที่จะเดินทางระหว่างกันมากขึ้น โดยประเทศไทยสามารถชูจุดเด่น ใน 2 เรื่อง ได้แก่ ไทยเป็นประเทศที่มีเอกลักษณ์ วัฒนธรรมที่ดี และไทยเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อไปสู่ประตูอาเซียน มีมิติการเคลื่อนไหวไปสู่การประชุมสัมมนา และเคลื่อนไหวไปสู่เออีซีในอีก 4 ปีข้างหน้า นับเป็นมิติที่จะเชื่อมโยงกัน โดยต้องการประสานการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและเอกชน
ธุรกิจท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมหลักที่สำคัญในการสร้างรายได้เข้าประเทศ โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีความต้องการเดินทางมาประเทศไทย เพราะคนไทยมีน้ำใจ มีศิลปวัฒนธรรม เอกลักษณ์ ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้รับผลกระทบตั้งแต่ปิดสนามบิน แต่สามารถฟันผ่าวิกฤตต่างๆมาได้ และหนักที่สุดก็คือมหาอุทกภัย แต่ในปี 2554 ไทยก็มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาสูงถึง 19 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นจากปี 2553 ราว 20% สร้างรายได้ 7.3 แสนล้านบาท สะท้อนได้ดีว่าการท่องเที่ยวไทยมีการเติบโตที่ดี
นอกจากนี้ต้องการส่งเสริมผลักดันการจัดการประชุมสัมมนาและนิทรรศการ(ไมซ์) ในประเทศ เพราะเป็นกลุ่มที่ชสร้างรายได้เข้าประเทศ เช่น จากการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอซ การจัดงานดังกล่าวจะส่งผลดีต่อธุรกิจการจัดการประชุม โดยการที่ผู้นำมาเข้าร่วมประชุม และมีผู้ติดตามมาด้วยจำนวนมาก ส่งผลให้โรงแรมเต็ม ร้านอาหารเต็ม ดังนั้น จึงเห็นภาพธุรกิจการประชุมสัมมนาหรือไมซ์เติบโตขึ้น โดยประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Economic Forum ครั้งที่ 2 วันที่ 30 พ.ค.-1 มิ.ย.นี้ ซึ่งจะใช้เวทีดังกล่าวเวทีส่งเสริมการท่องเที่ยว ธุรกิจไมซ์ และเป็นเวทีเจรจา โดยรัฐบาลจะพยายามปรับปรุงอำนวยความสะดวกในการรองรับมากขึ้น
“ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมในหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องภาษาอังกฤษ เช่น มัคคุเทศก์ รัฐบาลก็ได้เสริมการเรียนภาษาอังกฤษในห้องเรียนมากขึ้น และการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละจังหวัด กองทุนต่างๆจะช่วยเสริมการท่องเที่ยวได้อีกทาง”น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว
นอกจากนี้จะมุ่งส่งเสริมตลาดแต่งงาน ในประเทศอินเดีย ซึ่งมองว่าประชากรที่มีกำลังซื้อสูง ของอินเดีย ประมาณ 12 ล้านคน มีเพียง 1% ที่เดินทางมาไทยจะช่วยสร้างรายได้เป็นจำนวนมาก โดยในปีนี้รัฐบาลเตรียมประกาศแคมเปญมิราเคิล ไทยแลนด์ เยียร์
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ เจรจากับสถานทูตสหรัฐอเมริกา เพื่อยกเลิกประกาศเตือนนักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงมาไทย โดยอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียด
นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจท่องเที่ยว (แอตตา) ในฐานะกรรมการสหพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย(เฟตตา) กล่าว่า เฟตตาต้องการให้รัฐบาลตั้งคณะทำงานภาคเอกชน เพื่อทำงานกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ด้านการท่องเที่ยว โดยต้องกำหนดยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวระยะ 4 ปี รวมถึงการตั้งงบประมาณผูกพัน เพื่อให้การทำงานเกิดความต่อเนื่อง ในการแก้ไขปัญหาเรื่องต่างๆ รวมถึงแผนการลงทุน โดยรัฐบาลต้องเร่งรวบรวมแผนการทำงานว่าเรื่องไหนควรปรับ หรือคงไว้ เพื่อผลักดันให้การท่องเที่ยวสร้างรายได้เข้าประเทศได้ตามเป้าหมาย 2 ล้านล้านบาท ในปี 2558
นายประกิจ ชินอมรพงษ์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) เปิดเผยว่า ในปีนี้ถ้าเหตุการณ์ทางการเมืองสงบ รัฐบาลมีแผนการรับมือกับปัญหาน้ำท่วม เชื่อจะเป็นปีที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีการเติบโตที่ดี ในส่วนของโรงแรมห้องพัก คาดว่าอัตราการเข้าพักจะเติบโตเฉลี่ย 8-10% สามารถปรับราคาห้องพักเฉลี่ย 5-8% เทียบจากปัจจุบัน 90 เหรียญสหรัฐ/คืน ซึ่งมีราคาต่ำสุดในอาเซียน







