
คลัง-คนตลาดทุนขอถาม โต้ง เสรีธุรกิจหรือจะถอยหลัง
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จัดสัมมนาเพื่อการพัฒนาตลาดทุนไทย ประจำปี 2555
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จัดสัมมนาเพื่อการพัฒนาตลาดทุนไทย ประจำปี 2555
เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2555 ที่ผ่านมา โดยมีหัวข้อสำคัญหลายเรื่อง โดยเฉพาะการเสวนา “ตลาดทุนไทยจะแข่งอย่างไรในอีก 5 ปีข้างหน้า” ซึ่งผู้ร่วมเสวนาต่างเกิดคำถามถึงนโยบายของ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง นอกจากมีความชัดเจนว่าจะไม่แปรรูป ตลท.แล้ว ล่าสุดเริ่มแย้มความคิดว่าจะไม่เอาการเปิดเสรีธุรกิจในตลาดทุนอีกแล้ว
“สมชัย สัจจพงษ์” ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ในวันจันทร์ที่ 23 ม.ค.นี้ กิตติรัตน์ จะเรียกผู้บริหารกระทรวงการคลังเข้ารับทราบนโยบาย ซึ่งในส่วนของ สศค.จะขอหารือถึงความชัดเจนเกี่ยวกับแผนพัฒนาตลาดทุนและการแปรรูป ตลท. เพราะที่ผ่านมา รมว.คลัง กิตติรัตน์ มีจุดยืนที่ชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการแปรรูป ตลท.
“ท่านทราบอยู่แล้วว่าเรามีแผนพัฒนาตลาดทุน แต่เราจะเข้าไปสอบถามความชัดเจนว่าท่านยังคงคิดว่าแผนดังกล่าวมีความเหมาะสมอยู่หรือไม่ และจะให้ดำเนินการตามแผนเดิมหรือไม่ ถ้าท่านเห็นว่าเหมาะสมก็จะดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาตลาดทุนไทยขึ้นมาผลักดันเรื่องต่างๆ ให้เป็นไปตามเป้าหมาย” สมชัย กล่าว
ทั้งนี้ โดยส่วนตัวมองว่าการพัฒนาตลาดทุนให้ยั่งยืน ต้องดูภาพรวมหลายมิติ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือรัฐบาลต้องมีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาค และต้องเร่งดำเนินการใน 3 เรื่อง คือ 1.สร้างความเข้มแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ อาทิ ระบบไฟฟ้า การประปา การคมนาคมขนส่ง เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยยังล้าหลัง เพราะขาดความชัดเจนและต่อเนื่องของนโยบาย ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้ง
2.เร่งปรับปรุงโครงสร้างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตลาดเงินตลาดทุน เพื่อลดอุปสรรคในการลงทุนของภาคเอกชนและจะนำไปสู่การพัฒนาตลาดทุนที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องจำนวน 18 ฉบับ ที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและต้องเร่งผลักดันออกมาให้เร็วที่สุด
3.เสริมสร้างโครงสร้างทางสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนว่าตลาดทุนต้องมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการออม สร้างความมั่งคั่งและมั่นคงให้กับสังคม รองรับสังคมผู้สูงวัยในอนาคต รวมทั้งคำนึงถึงความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อมด้วย
ด้าน “ชาลี จันทนยิ่งยง” รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า อยากเห็นความชัดเจนของนโยบายพัฒนาตลาดทุน ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดทำแผนพัฒนาตลาดทุนและเห็นพ้องร่วมกันว่าจะเปิดกว้างมากขึ้น และทุกฝ่ายก็เดินมาในแนวทางเปิดเสรีมาโดยตลอด จึงไม่อยากให้ถอยหลังกลับไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ และให้เดินไปด้วยความระมัดระวังจะดีกว่า หากเห็นว่าแผนที่จัดทำขึ้นมามีอุปสรรคก็เข้ามาหารือและแก้ไขไปด้วยกัน
ทั้งนี้ การเปิดเสรีและการเชื่อมโยงกับตลาดทุนอาเซียนเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของเอกชน แต่ในฐานะของผู้กำกับดูแลมีหน้าที่ปรับปรุงแก้ไขกฎเกณฑ์ของแต่ละประเทศให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งที่ผ่านมา ก.ล.ต.ไทยก็ได้หารือกับ ก.ล.ต.ของประเทศในอาเซียนสม่ำเสมอ แต่ก็อยากให้เอกชนไทยมีมุมมองในการทำธุรกิจที่เป็นภูมิภาคมากขึ้น เข้ามามีส่วนร่วมกับการแก้ไขกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการเปิดเสรีมากที่สุด
“ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวเสริมว่า การเมืองเป็นอุปสรรคสำคัญทำให้การพัฒนาตลาดทุนมีความไม่ต่อเนื่อง ทำให้ตลาดทุนไทยลุ่มๆ ดอนๆ ไม่ได้ไปไหน ขณะที่ตลาดหุ้นเพื่อนบ้านพัฒนาไปไกลแล้ว
ดังนั้น ตลาดทุนไทยต้องกำหนดวิสัยทัศน์ระยะไกลว่าต้องการเห็นตลาดทุนเป็นอย่างไรในอนาคต ซึ่งในเรื่องนี้ได้หยิบยกขึ้นหารือระหว่างสมาชิกสภาธุรกิจตลาดทุนด้วยกันเอง พยายามกำหนดร่วมกันว่าควรจะออกมาเป็นอย่างไร แม้ว่าขณะนี้จะยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน แต่พอจะกำหนดกรอบกว้างๆ ได้เป็น 2 ส่วน
ส่วนแรกคือ ให้ตลาดทุนเป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจ ซึ่งยอมรับว่าขณะนี้ยังห่างไกลอยู่มาก เพราะส่วนใหญ่คนยังพึ่งพิงระบบธนาคารพาณิชย์มากกว่า และในส่วนของบัญชีซื้อขายหุ้นที่มีการซื้อขายสม่ำเสมอมีเพียง 2 แสนบัญชีเท่านั้น แม้ว่ามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ของตลาดหุ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้วอยู่ที่ 3 ล้านล้านบาท ปัจจุบันนี้ได้เพิ่มขึ้นมา 3 เท่า หรือระดับ 9 ล้านล้านบาท แต่กลับพบว่ามูลค่าการระดมทุนปีที่ผ่านมาไม่ถึง 1 แสนล้านบาท ถดถอยจาก 10 ปีที่แล้ว มีการระดมทุนผ่านตลาดหุ้น 12 แสนล้านบาท
“ขณะนี้ภาคสินเชื่อมีการขยายตัว สาเหตุที่คนไม่ใช้ตลาดทุนในการระดมทุนอาจเป็นเพราะขาดความเข้าใจและไม่เห็นประโยชน์ของตลาดทุน ดังนั้นเราควรกำหนดให้เป็นวิสัยทัศน์ แม้ว่าจะใช้ระยะเวลาอีกหลายปีก็ตาม” ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าว
ส่วนที่ 2 คือ ควรกำหนดให้ตลาดทุนไทยเป็นศูนย์กลางการระดมทุน การลงทุนของกิจการทั้งในและต่างประเทศ อย่างไรก็ตามการกำหนดวิสัยทัศน์นั้นไม่ควรปล่อยให้เอกชนเป็นผู้กำหนดเอง ทางภาครัฐควรเข้ามามีส่วนร่วมด้วย และสิ่งสำคัญคือควรให้ความรู้พื้นฐานการลงทุนกับประชาชน เพื่อจะได้สามารถต่อยอดได้และให้วิสัยทัศน์ของตลาดทุนเป็นไปตามที่กำหนดไว้ได้
“ไพรินทร์ ชูโชติถาวร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. (PTT) กล่าวว่า แม้โดยส่วนตัวจะไม่ชำนาญด้านตลาดทุน แต่เห็นว่าเรื่องขนาดมีความสำคัญต่อการพัฒนาตลาดทุนในอนาคต และเห็นด้วยกับประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทยว่า ควรหาวิสัยทัศน์ของตลาดทุนไทย และยิ่งใกล้เปิดเสรีประชาคมอาเซียนก็ยิ่งต้องรีบประกาศวิสัยทัศน์ให้ชัดเจน เพราะขณะนี้เหมือนอยู่ไปวันๆ
ทั้งนี้ ขนาดของตลาดมีความสำคัญเช่นเดียวกับแนวคิดการทำธุรกิจของกลุ่ม ปตท. ได้ให้ความสำคัญของขนาด ความยาวของห่วงโซ่อุปทานและระบบบริหารจัดการที่ดี
“วรพล โสคติยานุรักษ์” เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการ (บอร์ด) ก.ล.ต. ได้อนุมัติให้แก้ไขเกณฑ์ข้อจำกัดการเกิดธุรกิจกองทุนเงินร่วมลงทุนและธุรกิจร่วมลงทุนในตลาดทุน โดยปลดล็อกให้คณะนิติบุคคลใดก็ได้จัดตั้งขึ้นมาแล้วสามารถเข้าไปลงทุนในธุรกิจขนาดกลางเล็ก และอนาคตเตรียมเข้าระดมทุนและจดทะเบียนเข้าในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) หรือตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ จากเดิมที่อนุญาตให้ผู้จัดตั้งต้องมีใบอนุญาตเป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการเงินร่วมลงทุน (บลท.) เท่านั้น
ล่าสุด ก.ล.ต.ได้ประสานงานกับ ตลท. และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่อผลักดันให้เกิดโครงการ 1 จังหวัดขอให้เกิด 1 บริษัทจดทะเบียนเข้าตลาดหุ้นให้ได้ ซึ่งข้อมูลที่ได้จากกระทรวงพาณิชย์ทำให้ทราบว่า แต่ละจังหวัดในประเทศไทยมีโรงงานและอุตสาหกรรมหลายแห่งที่เหมาะและมีศักยภาพเข้ามาเป็นบริษัทจดทะเบียนได้ โดยเฉพาะธุรกิจประเภทการแปรรูปสินค้าเกษตร พลังงานทางเลือก ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการบริการ หรือธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
อาทิ เช่น จ.สิงห์บุรี จ.นครสวรรค์ จ.กำแพงเพชร มีธุรกิจเกี่ยวกับโม่แป้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ จ.ชัยนาท ที่ขณะนี้มีการจัดตั้งไพรเวท อิคิวตี้ มูลค่าประมาณ 3,0004,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลงทุนร่วมกันระหว่างสถาบันการเงินไทยและสถาบันการเงินต่างประเทศ เข้าไปลงทุนในธุรกิจผลิตกล่องกระดาษจากชานอ้อย
เรื่องการพัฒนาตลาดทุนไทยเป็นเรื่องจำเป็นและนโยบายจะต้องมีความชัดเจน น่าเสียดายที่ปัจจัยพื้นฐานของประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์ดีขึ้นอย่างชัดเจน แต่นักลงทุนต่างชาติยังคงให้น้ำหนักตลาดหุ้นไทยเล็กนิดเดียวในพื้นที่การลงทุนโลก ดังนั้น รมว.คลังคนใหม่จะต้องรับฟังความคิดเห็นรอบด้าน พร้อมคิดและตัดสินใจโดยมองผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว มากกว่าที่จะให้ความคิดของตัวเองเป็นใหญ่







