
ชิงสัมปทานปิโตรเลียมรอบ21
กรมเชื้อเพลิงมั่นใจประมูลคึก ดันเม็ดเงินลงทุน3,000ล้าน
กรมเชื้อเพลิงมั่นใจประมูลคึก ดันเม็ดเงินลงทุน3,000ล้าน
เปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 ดันเม็ดเงินลงทุนพลังงานปีนี้สะพัด 3,000 ล้านบาท เข้มเกณฑ์ประมูลใหม่หวั่นเอกชนทิ้งสัมปทาน
นายทรงภพ พลจันทร์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชพ.) เปิดเผยถึงการเปิดประมูลปิโตรเลียมรอบใหม่หรือรอบที่ 21 ว่า จะสามารถออกประกาศเชิญชวนผู้สนใจให้เข้าร่วมประมูลปิโตรเลียมได้ในช่วงเดือน มี.ค.นี้ จำนวน 22 แปลง และมั่นใจจะมีนักลงทุนให้ความสนใจยื่นซองประมูลแปลงสัมปทานรอบนี้อย่างคึกคัก
ทั้งนี้ เนื่องจากไม่ได้เปิดสัมปทานปิโตรเลียมในประเทศมาแล้ว 5 ปี และคาดว่าจะส่งผลให้เกิดเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน กรมเชื้อเพลิงได้มีการปรับเงื่อนไขการเข้าประมูลแปลงสัมปทานใหม่ โดยจะกำหนดวันในการยื่นซองเพียงวันเดียว จากเดิมที่มีระยะเวลาการเปิดยื่นซอง1-2 เดือน เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติทำได้เร็วขึ้น และคัดเลือกผู้ที่ชนะได้แปลงสัมปทานทันที ไม่ทำให้เกิดการล่าช้าเหมือนที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ผู้รับสัมปทานต้องมีการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียม 1 หลุม ภายในระยะเวลา 3 ปีแรก หลังได้สัมปทานไปแล้ว และต้องมีเอกสารแสดงสถานะทางการเงิน โดยคิดตามมูลค่าเงินลงทุนของแปลงสัมปทานแต่ละแห่ง
ยกตัวอย่างเช่น แปลงที่อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีเงินลงทุน 10 ล้านเหรียญสหรัฐ ภาคกลาง 3 ล้านเหรียญสหรัฐ และอ่าวไทย 3 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นต้น อีกทั้งต้องมีการวางเงินค้ำประกันคิดเป็นสัดส่วน 5-10% ของมูลค่าการขุดเจาะด้วย
“เหตุผลที่ปรับเงื่อนไขการเปิดสัมปทานให้รัดกุม เพราะไม่ต้องการให้มีการทิ้งแปลงสัมปทานเหมือนที่ผ่านมา ที่มีผู้ได้รับสัมปทานหลายราย ไม่ยอมทำอะไร และยกเลิกสัมปทานไป ทำให้เสียโอกาสกับผู้ลงทุนรายอื่น จึงต้องใช้วิธีวางเงินค้ำประกัน หากได้รับสัมปทานไปแล้วไม่ทำตามสัญญาก็จะถูกยึดใบสัมปทานคืน” นายทรงภพ กล่าว
นายทรงภพ กล่าวว่า ในการยื่นประมูลแปลงสัมปทาน ยังกำหนดให้ผู้ยื่นมีการจัดทำรายงานด้านธรณีวิทยาของแปลงสัมปทานที่ได้ยื่นขอ โดยต้องระบุให้ชัดเจนว่ามีความสนใจแหล่งสัมปทานนั้นๆ เพราะเหตุใด และต้องกำหนดให้ได้ว่าจะขุดเจาะในพื้นที่ส่วนไหน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการขุดเจาะในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อผลกระทบด้านชุมชน
สำหรับแปลงสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 จะเปิดให้ผู้ลงทุนเข้ามายื่นทั้งหมด 22 แปลง แยกเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 11 แปลง ภาคกลาง 6 แปลง และอ่าวไทย 5 แปลง







