posttoday
เรื่องร้อนๆประกันภัยปี'55

เรื่องร้อนๆประกันภัยปี'55

04 มกราคม 2555

ปี2555 ธุรกิจประกันภัยไทย ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายเรื่อง ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากปี 2554

โดย...วารุณี อินวันนา


ปี2555 ธุรกิจประกันภัยไทย ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายเรื่อง ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากปี 2554 และจะตกเป็นเป้าสายตาของประชาชน นักธุรกิจที่เป็นเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรม ห้างร้าน ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ในการติดตามผลการให้บริการหลังการขายและความเป็นมืออาชีพของบริษัทประกันภัย

เรื่องที่สังคมไทยจะตามติดมากที่สุดในปีนี้ คือ 1.การจ่ายค่าสินไหมจากน้ำท่วมประมาณ 3 แสนล้านบาท เป็นตัวเลขที่สูงกว่าประมาณการของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ประมาณไว้เบื้องต้น 2.62 แสนล้านบาท

เงินจำนวนนี้ไม่สามารถที่จะชดใช้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว เนื่องจาก 7080% ของความเสียหายอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของบริษัทประกันภัยต่างประเทศ ที่เข้ามารับประกันภัยต่อจากบริษัทประกันภัยไทย ต้องรอสรุปผลการสำรวจภัยและประเมินความเสียหายและความเห็นชอบของลูกค้า จึงจะจ่ายเงินชดเชยออกมา

กรณีที่ความคุ้มครองมีความซับซ้อน และไม่สามารถตกลงกันได้ระหว่างลูกค้ากับบริษัทประกันภัย อาจจะใช้เวลาในการเจรจาและหาข้อตกลงร่วมกันใหม่อาจใช้เวลาเป็นปี

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐมีกรอบการดำเนินการจ่ายสินไหมแบบเร่งรัดไว้กับบริษัทประกันภัย ให้เร่งทำการสำรวจภัยและประเมินความเสียหายเพื่อให้จ่ายค่าสินไหมให้ได้ 75% หรือประมาณ 2.25 แสนล้านบาท ภายใน 6 เดือน ของความเสียหายที่ได้รับความคุ้มครองทั้งหมด 3 แสนล้านบาท

การจ่ายค่าสินไหมครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของไทยครั้งนี้ จะสะท้อนความเป็นมืออาชีพ คุณภาพ ความเป็นธรรม และฐานะการเงินว่ามีความมั่นคงและจะทำได้ตามกรอบที่วางไว้ เพียงพอหรือไม่!!

เรื่องร้อนๆประกันภัยปี'55

2.การจัดตั้งกองทุนเพื่อการประกันภัย ในวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท เพื่อจัดระบบประกันภัยให้สามารถดูแลตัวเองได้ในช่วงเกิดเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่คณะรัฐมนตรีผ่านความเห็นชอบในหลักการในสัปดาห์สุดท้ายของปี

เรื่องนี้ทางกระทรวงการคลัง มีแผนที่จะทำให้การก่อตั้งเป็นรูปธรรมขึ้นในเดือน ม.ค. 2555 ส่วนรูปแบบจะออกมาอย่างไร อยู่ที่ผลการศึกษาของ คปภ.และธุรกิจประกันภัย แล้วจะเสนอให้ทางกระทรวงการคลังพิจารณา เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุม ครม.ต่อไป

ทั้งนี้ ประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการ คปภ.ถือว่าเป็นข่าวดีต่อเศรษฐกิจไทย ที่รัฐบาลเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดตั้งกองทุน ทำให้บริษัทประกันภัยต่อรู้สึกผ่อนคลาย และมีมุมมองความเสี่ยงในประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไป เบี้ยประกันภัยที่เคยตึงเครียดจะลดลง

ประเวช ให้ภาพกว้างๆ ว่า กองทุนเพื่อการประกันภัยนี้ อาจจะมีรัฐค้ำประกันขั้นต่ำ 5 หมื่นล้านบาท ให้กับประชาชนทั่วไป และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ส่วนที่เหลือจะมาจากเบี้ยประกันภัยที่บริษัทประกันภัยทั้ง 67 บริษัทขายออกไป แล้วนำเข้ามารวมในกองทุนนี้ โดยจะให้ผู้ทำประกันภัยมีส่วนร่วมในการรับความเสียหายเบื้องต้น

รายละเอียดของกองทุนเพื่อการประกันภัย และความคุ้มครองประกันภัยพิบัติทางธรรมชาติ จะเป็นปัจจัยหลักที่บริษัทประกันภัยต่อต่างประเทศจะนำไปคำนวณเบี้ยประกันภัย และวงเงินความคุ้มครองภัยธรรมชาติในไทย

ส่วนการรับประกันภัยลูกค้ารายใหญ่ในไทย ขึ้นอยู่กับแผนการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล ว่าจะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับบริษัทประกันภัยต่อได้มากน้อยแค่ไหน

รายละเอียดของกองทุนเพื่อการประกันภัย และความคุ้มครองประกันภัยพิบัติทางธรรมชาติ และแผนบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล จะเป็นปัจจัยหลักที่บริษัทประกันภัยต่อต่างประเทศจะนำไปคำนวณเบี้ยประกันภัย วงเงินความคุ้มครองและแผนการรับประกันภัยธรรมชาติในไทยระยะยาว

3.กรมธรรม์ประกันภัยธรรมชาติแบบใหม่สำหรับลูกค้ารายย่อยแบบมาตรฐาน ที่ คปภ.กับบริษัทประกันภัยกำลังร่วมกันออกแบบเพื่อให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่สูงขึ้น และการที่บริษัทประกันภัยต่อไม่รับประกันภัยธรรมชาติ ทำให้ต้องแยกความคุ้มครองดังกล่าวออกมาเป็นกรมธรรม์ฉบับใหม่ต่างหาก เบื้องต้นกำหนดความคุ้มครองไว้ 4 ภัย คือ ภัยน้ำท่วม แผ่นดินไหว พายุ และลูกเห็บ โดยมีการจำกัดวงเงินความคุ้มครองภัย ว่าเงื่อนไขจะออกมาอย่างไร เบี้ยเท่าไหร่ และเริ่มขายได้เมื่อไหร่

4.การฟ้องร้องให้บริษัทประกันภัยจ่ายค่าสินไหมทดแทนจากเพลิงไหม้ในเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อเดือน พ.ค. 2553 ซึ่งผลออกมาแล้ว 1 บริษัท คือ บริษัท เอมธรรม ที่ศาลแพ่งสั่งให้บริษัท เมืองไทยประกันภัย จ่ายค่าสินไหมแก่ บริษัทเอมธรรม เป็นเงินทั้งสิ้น 16.5 ล้านบาท เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2554

ขณะที่กลุ่มเซ็นทรัล ซีจี กรุ๊ป ได้ยื่นฟ้องบริษัท เทเวศประกันภัย เพื่อเรียกร้องค่าสินไหมตามกรมธรรม์คุ้มครองธุรกิจหยุดชะงัก จากสาเหตุความไม่สงบจากเหตุการณ์เดียวกันเป็นเงินประมาณ 3,838 ล้านบาท และยังได้ทำประกันภัยทรัพย์สินที่คุ้มครองภัยทุกชนิดยกเว้นภัยก่อการร้ายอีก 1.32 หมื่นล้านบาท จากเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อเดือน พ.ค. 2553 เช่นเดียวกันเมื่อกลางเดือน ธ.ค. 2554

ทั้งนี้ คาดว่าจะเห็นความคืบหน้าในชั้นศาลออกมาให้เห็นกันมากขึ้นในปีนี้ โดยผลที่ออกมาจะเป็นแนวทางที่ผู้เสียหายจากเหตุการณ์ครั้งนั้น จะใช้เป็นบรรทัดฐานในการต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเสียหายจากบริษัทประกันภัยต่อไป

เหตุผลที่บริษัทประกันภัยยังไม่จ่ายชดเชยทั้งที่เวลาล่วงผ่านไปกว่า 1 ปีแล้ว เพราะรัฐบาลสมัยนั้นประกาศชัดเจนว่าเป็นการก่อการร้าย ทำให้กรมธรรม์ประกันอัคคีภัย และประกันภัยทรัพย์สินที่ลูกค้าถือไว้ ไม่เข้าเงื่อนไขความคุ้มครอง เนื่องจากบริษัทประกันภัยต่อให้ความเชื่อถือคำประกาศของรัฐบาล

ดังนั้น ทั้งสองฝ่าย คือ ผู้เสียหาย และบริษัทประกันภัย จึงต้องปล่อยให้กระบวนการศาล เป็นผู้ตัดสินว่าเหตุการณ์ครั้งนั้น เป็นการก่อการร้ายตามที่รัฐบาลประกาศหรือไม่ หากไม่ใช่บริษัทประกันภัยจะต้องชดใช้เป็นเงินประมาณ 2 หมื่นล้านบาท นอกเหนือจากที่ต้องจ่ายค่าสินไหมจากน้ำท่วมประมาณ 3 แสนล้านบาท

5.ความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน ซึ่งเป็นผลมาจากการดำรงเงินกองทุนตามประเภทความเสี่ยง หรืออาร์บีซี ที่จะเพิ่มจาก 125% เป็น 140% ในปี 2555 นี้ ว่าบริษัทประกันภัยจะทำได้หรือไม่ เพราะมีภาระในการที่จะต้องจ่ายค่าสินไหมจากน้ำท่วมในส่วนที่รับความเสี่ยงไว้เอง โดยบริษัทที่สภาพคล่องต่ำ หรือเงินกองทุนต่ำอยู่แล้ว จะทำให้เงินกองทุนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ 125% ของเงินกองทุนขั้นต่ำ ตามกฎหมาย 30 ล้านบาท

รวมถึงการตั้งสำรองจากค่าสินไหมจากน้ำท่วมที่ทำประกันภัยต่อไปยังต่างประเทศ แม้ว่า คปภ.จะผ่อนผันให้ตั้งสำรองจากค่าสินไหมน้ำท่วมเพียง 40% จากที่ต้องตั้งสำรอง 100% ในเวลา 6 เดือนแรก แต่หลังจากนั้นค่าสินไหมที่เหลือจะต้องตั้งสำรอง 100% และต้องตั้งสำรองเงินกองทุนเพิ่มอีก

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการรายใหญ่ในวงการประกันภัย วิเคราะห์ว่า ปี 2555 จะเป็นปีที่บริษัทประกันภัยหลายแห่งต้องทำการเพิ่มทุน จากการจ่ายค่าสินไหมน้ำท่วม และการต้องตั้งสำรองเงินกองทุนเพิ่มขึ้นเป็น 140% และมีแนวโน้มว่าผู้ถือหุ้นไทย ที่มีธุรกิจอื่นเป็นธุรกิจหลัก อาจตัดสินใจไม่ใส่เงินเพิ่มทุนเข้ามา และตัดสินใจขายหุ้นประกันภัยให้ผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ

เช่น กลุ่มสุรพลฟู้ดส์ ผู้ถือหุ้นได้มีมติให้ขายหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัท สมโพธิ์ เจแปน ประกันภัย (ประเทศไทย) ทั้งหมดให้กับผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ และ บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ หรือไทยรี บริษัทรับประกันภัยต่อรายเดียวในประเทศไทย ผลการประชุมคณะกรรมการบริษัท มีมติให้เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 4,081 ล้านบาท จะทำให้ทุนจดทะเบียนใหม่เพิ่มจาก 1,187 ล้านบาท เป็น 5,268 ล้านบาท ซึ่งจะนำเข้าขอมติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 6 ก.พ. 2555 จึงเป็นปีที่ต้องจับตาการเปลี่ยนมือบริษัทประกันภัย จากผู้ถือหุ้นเดิม ไปสู่ผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่ หรือการควบรวมกิจการ จะเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน

ปี 2555 นับเป็นปีที่จะพิสูจน์ฝีมือการบริหารความเสี่ยงของผู้บริหารมืออาชีพในวงการประกันภัย เพราะถือว่าโจทย์ข้างต้นยากที่สุดเท่าที่ผู้ประกอบการประกันภัยเคยเจอมา ใครจะอยู่ ใครจะไป ใครจะเข้าไอซียู จะได้เห็นกัน และพิสูจน์ฝีมือ ประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการ คปภ.คนใหม่ ในการดูแลผลประโยชน์ของประชาชน ในการกำกับให้บริษัทประกันภัยจ่ายค่าสินไหมออกมาอย่างเป็นธรรม และหาทางดูแลประชาชนกรณีที่มีบริษัทไปไม่รอดให้ได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรม

 

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร