
เพิ่มรายได้ เอื้อฟื้นศก.
ฟุ้งนโยบายรัฐหลังน้ำลด กระจายรายได้ เพิ่มราคาสินค้าเกษตร ดูแลแรงงาน บริหารน้ำ ลดความเสียหาย
ฟุ้งนโยบายรัฐหลังน้ำลด กระจายรายได้ เพิ่มราคาสินค้าเกษตร ดูแลแรงงาน บริหารน้ำ ลดความเสียหาย
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวในการปาฐกถาพิเศษ “แนวทางฟื้นเศรษฐกิจ ฟื้นความเชื่อมั่น หลังภัยพิบัติน้ำท่วม” ว่า การเปลี่ยนทิศทางของไทยจากนี้ต้องทำ 2 อย่างควบคู่ คือ กระจายรายได้ทั้งขึ้นค่าแรงงาน เพิ่มราคาสินค้าเกษตร และรักษาเสถียรภาพทางด้านราคา ซึ่งไม่ได้หมายถึงราคาสินค้าอย่างเดียว แต่รวมถึงราคาทุกอย่างทั้งอัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย ด้วยการเพิ่มรายได้ให้กับภาคแรงงาน 300 บาท/วัน จากเดิม 215 บาท/วัน
รัฐเชื่อ 85 บาท ที่ได้เพิ่มขึ้นจะถูกนำกลับมาใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ นั่นหมายถึงการบริโภคในประเทศได้เริ่มทำงาน และจะทำให้การขับเคลื่อนวงล้อของเศรษฐกิจทำงานครบถ้วนทั้ง 4 ด้าน คือรายได้จากส่งออก ลงทุนเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และการบริโภคในประเทศ
วิกฤตอุทกภัยที่เกิดขึ้นถือเป็นโอกาสดีที่ไทยจะเปลี่ยนสมดุลประเทศใหม่ ขณะนี้แผนแม่บทบริหารลุ่มน้ำอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย หากผ่านการพิจารณาก็สามารถดำเนินการได้ทันที และยืนยันว่าแม้ปริมาณน้ำปีหน้าจะเท่ากับปีนี้หรือมากกว่าปีนี้ ก็จะไม่เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจหนักแบบปีนี้อีก
นางปัทมาวดี ซูซูกิ นักวิชาการคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า น้ำท่วมปีนี้ มองว่าเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก ทั้งจากสภาพการใช้พื้นที่และการบริหารจัดการน้ำ การที่จะเรียกความมั่นใจได้ให้น้ำหนักการเมืองน่าเป็นห่วงมากที่สุดต่อการเลือกการจัดการบริหารน้ำ ในขณะที่ต้นทุนทางการผลิตมีแนวโน้มสูงขึ้น พร้อมเสนอนโยบายของภาครัฐจำต้องปรับเปลี่ยนบางมาตรการ อาทิ โครงการจำนำข้าวปรับเป็นรูปแบบประกันข้าวแทน รถยนต์คันแรก แท็บเล็ต อาจยกเลิกหรือชะลอแทน
นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เห็นด้วยกับการปรับนโยบายจำนำข้าวและควรสร้างความมั่นใจให้กับกลุ่มนักลงทุน ด้วย 2 วิธีหลัก ไม่ว่าจะเป็นการใช้สถิติเกี่ยวกับพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคเดียวกัน เช่น ประเทศจีน เวียดนาม กัมพูชา และลาว
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภายในสิ้นปีถึงเดือน ม.ค.ปีหน้า รัฐบาลควรจะมีมาตรการที่ชัดเจนออกมาบอกให้ประชาชนรับทราบ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน หากล่าช้ากว่านี้จะส่งผลกระทบต่อการลงทุนในอนาคต เนื่องจากต่างชาติไม่สามารถคำนวณต้นทุนการผลิตที่จะเกิดขึ้นในเมืองไทยได้ โดยแนวโน้มการลงทุนในปีหน้าคาดว่าจะยังมีการลงทุนอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่ได้ลงทุนหนัก เช่น ธุรกิจบริการ
ขณะที่การส่งออกในปีหน้าคาดว่าจะขยายตัวได้ 10% จากปีนี้ เพราะคาดว่าการผลิตในเมืองไทยน่าจะกลับมาผลิตได้เป็นปกติในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกมากนัก และปัญหาเศรษฐกิจโลกคงจะไม่เลวร้ายไปกว่านี้
นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า เชื่อว่ายังไม่มีนักลงทุนรายใดจะย้ายฐานการผลิตออกจากเมืองไทย แต่คงไม่เชื่อมั่น 100% ซึ่งจะทำให้เกิดการเตรียมความพร้อม และมองหาแหล่งกระจายความเสี่ยงแห่งใหม่ หรือหาแหล่งที่ตั้งโรงงานแห่งที่ 2 ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการที่ไม่แข็งแรง มีปัญหาแข่งขันไม่ได้อยู่แล้วเช่น กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ก็เป็นไปได้ที่จะถือโอกาสปิดกิจการจากเมืองไทยไป แต่เชื่อว่ามีน้อย
นายเซตซึโอะ อิอูจิ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย (เจโทร) กล่าวว่า จากการสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุน 70% ยังจะลงทุนในไทยเท่าเดิม มี 10% จะย้ายไปที่อื่น อีก 20% ยังรอประเมิน







