
ชงรัฐปล่อยกู้5พันล้านอุ้มSME
สมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทยชงรัฐปล่อยกู้ 5,000 ล้านบาท ตั้งกองทุนซื้อเครื่องจักร อุ้มเอสเอ็มอีก่อนขาดสภาพคล่อง
สมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทยชงรัฐปล่อยกู้ 5,000 ล้านบาท ตั้งกองทุนซื้อเครื่องจักร อุ้มเอสเอ็มอีก่อนขาดสภาพคล่อง
นายจิรบูลย์ วิทยสิงห์ เลขาธิการสมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย เปิดเผยว่า สมาพันธ์ฯได้เสนอ 4 มาตรการเร่งด่วน เพื่อเยียวยาและฟื้นฟูผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมเมื่อเดือนต.ค.-พ.ย.ที่ผ่านมา ให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ พิจารณา
ทั้งนี้ 5 มาตรการดังกล่าว ได้แก่ 1 การจัดหาแหล่งเงินกู้วงเงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) 2 การพิจารณาช่วยเหลือภาคแรงงาน ซึ่งขณะนี้อยู่ในภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก เพราะส่วนหนึ่งประสบอุทกภัย 3 การสร้างความเชื่อมั่นด้านการลงทุน และการจัดหาแหล่งวัตถุดิบ ซึ่งกว่า 70% ของการผลิตใช้วัตถุดิบภายในประเทศ และ 4 การจัดตั้งกองทุนเครื่องจักร พิจารณาวงเงินสนับสนุนให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการเปลี่ยนเครื่องจักรได้รับการผ่อนปรนหลักเกณฑ์ ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
“เอกชนต้องการให้รัฐบาลปรับแนวทางการให้ความช่วยเหลือในรายอุตสาหกรรม อย่าเหมายกโหลเหมือนกันหมด เพราะจะทำให้กลุ่มเอสเอ็มอีไม่ได้รับความช่วยเหลือ ไม่สามารถเข้าหาแหล่งเงินทุนได้อย่างแท้จริง มีแต่ธุรกิจขนาดใหญ่ที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอเท่านั้นที่ได้รับการช่วยเหลือ” นายจิรบูลย์ กล่าว
อย่างไรก็ตามวิกฤตต่างๆที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ ปัญหาน้ำท่วม สมาพันธ์ฯได้แบ่งผู้ประสบภัยไว้ 3 ระดับ คือ 1 ผู้ที่ประสบภัย 100% 2 กลุ่มไม่ถูกน้ำท่วมแต่อยู่วงล้อมน้ำท่วม และ 3 กลุ่มไม่ประสบภัยโดยตรงแต่ได้รับผลกระทบจากการส่งสินค้าไม่ได้ ซึ่งโดยรวมผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ต่างได้รับผลกระทบอย่างถ้วนหน้า หากรัฐบาลไม่สามารถเร่งแก้ไขปัญหาภายในเดือนม.ค.ปีหน้า คาดว่าจะทำให้ผู้ประกอบการไทยปิดกิจการกว่า 20% ของมูลค่าการส่งออกเฉลี่ย 1 แสนล้านบาท/ปี ส่งผลให้การผลิตหายไปจากระบบกว่า 2 หมื่นล้านบาท
นายสุพัฒน์ ศรีวรรณวิทย์ นายกสมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ เปิดเผยว่า ภาพรวมการส่งออกในปีนี้คาดว่าจะเติบโตราว 8-10% มูลค่า 1 แสนล้านบาท เมื่อประเทศไทยเกิดปัญหาน้ำท่วม ทำให้การส่งออกเติบโตเพียง 5% เท่านั้น ช่วงจากช่วงปลายปี เป็นฤดูกาลสั่งผลิตสินค้ามากกว่า 30% จากคำสั่งซื้อตลอดปี ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้ประเทศไทยสูญเสียรายได้กว่า 1,000 ล้านบาท บางรายลูกค้าได้ย้ายคำสั่งซื้อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเวียดนาม ฟิลิปินส์ แทน
ทั้งนี้ในปีหน้าคาดว่าไตรมาสที่ 2 อุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยในปีหน้าคาดว่ามูลค่าการส่งออกจะเติบโต 8-10% มูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท เนื่องจากประเทศไทยมีจุดแข็งเรื่องคุณภาพ การออกแบบ ความมีมาตรฐานการผลิตที่ดี ทำให้ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก โดยเห็นได้ว่าในช่วง 9 เดือนแรกของปี คำสั่งซื้อแถบยุโรป เช่น อิตาลี เติบโต 10% ขณะที่เอเชีย อย่างญี่ปุ่นเติบโต 14% ซึ่งการเปิดเออีซีในปี 2558 เชื่อว่าจะประเทศจะมีความได้เปรียบกว่าประเทศอื่นๆในกลุ่มอาเซียน ส่วนตลาดในประเทศแนวโน้มจะเติบโต 15-20% เนื่องจากคนไทยเตรียมซื้อสินค้าตบแต่งบ้านทดแทนของใช้ถูกน้ำท่วม







