
บทเรียนจากFTAถึงผลกระทบAEC
ขณะนี้หลายภาคส่วนในสังคมได้เริ่มตื่นตัวและกล่าวถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2558 หรือ 2015
ขณะนี้หลายภาคส่วนในสังคมได้เริ่มตื่นตัวและกล่าวถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2558 หรือ 2015
โดย..รุจิระ บุนนาค
นั่นก็คือ การเกิดขึ้นของ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” หรือ Asean Economic Community (AEC)
ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) มีจุดมุ่งหมายที่จะนำอาเซียนไปสู่การรวมตัวเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน คล้ายกับการรวมตัวของกลุ่มประเทศภาคพื้นยุโรป ซึ่งจะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีใน 5 สาขา ได้แก่ 1.สินค้า 2.บริการ 3.การลงทุน 4.เงินทุน และ 5.แรงงานมีฝีมือ ซึ่งโดยภาพรวมที่ทราบกันทั่วไปหลายภาคส่วนเห็นด้วยและสนับสนุนการเปิดตลาดการค้าเสรี แต่ในเบื้องลึกแล้ว สำหรับประเทศไทยต้องพิจารณาอย่างถ่องแท้ว่าควรเปิดตลาดอย่างไร มากน้อยเพียงไร
ที่ผ่านมาประเทศไทยได้เข้าทำข้อตกลงทางการค้ากับหลายประเทศ โดยเฉพาะการทำข้อตกลงทางการค้าในรูปแบบทวิภาคีกับจีน อินเดีย ออสเตรเลีย ในลักษณะที่เป็นข้อตกลงเขตการค้าเสรี (Free Trade Area) ซึ่งผลของการเข้าทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีของไทยกับประเทศ คู่ค้าดังกล่าวที่ผ่านมาทำให้เห็นได้ว่า ส่วนใหญ่ประเทศไทยจะตกอยู่ในสภาพที่เสียเปรียบ จนทำให้ผู้ประกอบการคนไทยได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก เห็นได้ชัดจากกรณีของการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศจีนในผลิตภัณฑ์ผัก ผลไม้ และสินค้าทางการเกษตร ประเทศไทยต้องตกอยู่ในภาวะเสียเปรียบต่อประเทศจีน อันเนื่องมาจากจีนมีต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรที่ต่ำมากในเกือบทุกชนิด นอกจากนี้ ในทางภูมิศาสตร์จีนยังมีพื้นที่การเพาะปลูกเป็นจำนวนมาก จนผลผลิตทางการเกษตรของจีนส่วนใหญ่อยู่ในสภาวะล้นตลาด จึงยิ่งทำให้ราคาสินค้าเกษตรของจีนลดต่ำลงไปอีก เมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าอย่างไทย
ผลผลิตทางการเกษตรของจีนที่ได้เปรียบไทยดังกล่าว ได้แก่ กระเทียมหรือผลไม้เมืองหนาว เช่น แอปเปิล สาลี่ เมื่อมีการนำเข้ามาในประเทศไทยจะใช้อัตราภาษี 0% ตามข้อตกลงเขตการค้าเสรี แต่เมื่อสินค้าผลไม้ของไทย เช่น ทุเรียน มังคุด ทำการส่งเข้าไปในประเทศจีนกลับมีอุปสรรคทางการค้า เช่น หน่วยการปกครองย่อยระดับมณฑลของจีนไม่รับทราบข้อตกลงที่รัฐบาลกลางได้ทำกับประเทศไทย และเรียกเก็บภาษีผักผลไม้ที่นำเข้าจากไทย นอกจากนี้ สินค้าที่นำเข้าจากจีนก็มีปัญหาเรื่องสารตกค้าง โรคและแมลงที่เกิดมากับสินค้าอีกด้วย
นอกจากผลผลิตทางการเกษตรแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือการตั้งเขตการค้าเสรีจะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตอีกส่วนหนึ่ง นั่นก็คือแรงงาน ทั้งในส่วนของแรงงานมีฝีมือและแรงงานไร้ฝีมือ
กรณีแรงงานไร้ฝีมือ หากประเทศไทยทำข้อตกลงกับประเทศที่มีระดับเทคโนโลยีไม่สูง การเข้ามาลงทุนของประเทศคู่สัญญาอาจส่งผลดีต่อการจ้างงานและแรงงานภายในประเทศ แต่หากประเทศคู่สัญญามีความเหนือกว่าทางเทคโนโลยี อาจส่งผลให้การจ้างงานที่คาดว่าจะมากขึ้นภายในประเทศอาจไม่เป็นไปอย่างที่คาดหมายได้
ในส่วนของแรงงานมีฝีมือคนไทย อาจเกิดกรณีสมองไหลจากการที่แรงงานมีฝีมือ หรือผู้มีวิชาชีพเฉพาะเดินทางไปทำงานในประเทศที่ได้ค่าตอบแทนสูงกว่า หรือมีโอกาสก้าวหน้าในการทำงานมากกว่า ในขณะเดียวกันก็อาจเกิดกรณีแรงงานมีฝีมือต่างชาติของประเทศคู่สัญญา หรือจากกลุ่มประเทศสมาชิกในประชาคมเศรษฐกิจเดียวกับไทย เคลื่อนย้ายเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้เช่นกัน ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากค่าจ้างหรือสวัสดิการในประเทศไทยสูงกว่าหรือดีกว่าประเทศคู่สัญญา นอกจากนี้ แรงงานมีฝีมือต่างชาติยังอาจมีข้อได้เปรียบแรงงานไทยในด้านภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษเพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสาร
จากผลกระทบที่เกิดขึ้นหรือคาดหมายได้ว่าจะเกิดขึ้นจากการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ที่ผ่านมา จึงทำให้เห็นได้ว่าผลกระทบดังกล่าวก็อาจเกิดขึ้นได้อีก จากการเกิดขึ้นของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ดังนั้น ภาครัฐหรือส่วนราชการที่เกี่ยวข้องต้องคำนึงถึงชาติ อย่ามองแต่เพียงมุมแคบๆ ไปตามกระแสโลก จึงควรต้องมีการสรุปบทเรียนและเตรียมตัว เพื่อแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการมี AEC จากกรณีที่เกิดกับการทำข้อตกลง FTA ที่ผ่านมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเจรจาทำข้อตกลงกับประเทศคู่สัญญาหรือกับชาติสมาชิกในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน รัฐบาลควรคุ้มครองอาชีพของคนไทยที่ต้องพิจารณาตั้งข้อสงวนสำหรับคนไทยหรือผู้ประกอบการไทย สำหรับอาชีพที่คนไทยยังไม่พร้อมที่จะเข้าสู่สนามแข่งขันกับนักธุรกิจต่างชาติ โดยรัฐควรพิจารณาเลือกเปิดเสรีการค้า บริการ หรือแรงงาน ในส่วนที่เห็นว่าคนไทยมีความพร้อมที่จะแข่งขันได้ โดยเฉพาะในธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนไม่มากหรือไม่ต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูง เช่น งานทางด้านศิลปหัตถกรรม หรือการทำอัญมณี เป็นต้น
หากรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่พิจารณาข้อได้เปรียบของผู้ประกอบการไทยเข้าทำข้อตกลงกับคู่สัญญาตามที่ชาติอื่นร้องขอ ย่อมเปรียบเสมือนการส่งนักกีฬาระดับท้องถิ่นที่เพิ่งเริ่มฝึกซ้อมได้ไม่นานเข้าไปแข่งขันกับนักกีฬาอาชีพ หรือนักกีฬาโอลิมปิกที่มีการเตรียมตัวฝึกซ้อม หรือมีผู้ฝึกสอนมีเงินอัดฉีดที่มากกว่า จึงทำให้คาดหมายได้ว่าชัยชนะในการแข่งขันย่อมต้องเป็นของนักกีฬาอาชีพ หรือนักกีฬาโอลิมปิกที่มีความพร้อมมากกว่านั่นเอง ภาครัฐจึงควรต้องให้การสนับสนุนในด้านต่างๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทย ซึ่งเป็นเสมือนนักกีฬาท้องถิ่นได้พัฒนาศักยภาพขึ้นมาจนเทียบเท่ากับนักกีฬาอาชีพที่มีความสามารถในการแข่งขันพอๆ กันกับนักลงทุนต่างชาติก่อน จึงค่อยเข้าไปร่วมแข่งขันน่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยมากกว่า







