
ธนาคารไทยยังไม่พร้อมเปิดรับเออีซี
ผู้ว่าแบงก์ชาติยันเปิดปี2563 อาเซียนหารือมาตรการร่วมมือ
ผู้ว่าแบงก์ชาติยันเปิดปี2563 อาเซียนหารือมาตรการร่วมมือ
ธปท.ยันไทยยังไม่พร้อมเปิดเสรีการเงินตามประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน พร้อมเปิดได้ปี 2563
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาคการธนาคารจะมีการเปิดเสรีอย่างช้าภายในปี 2563 หรือ ค.ศ. 2020 โดยจะช้ากว่าการเปิดเออีซีที่จะเริ่มเปิดเสรีการค้าและการลงทุนและภาคอื่นๆ ในปี 2558 เพราะการเปิดเสรีภาคการธนาคารมีความอ่อนไหวมาก
“ก่อนจะเปิดเสรีภาคการธนาคารสมาชิกเออีซีจะร่วมกันกำหนดกรอบมาตรการการทำธุรกิจธนาคารที่เรียกว่า Qualified ASEAN Bank หรือ QAB เพื่อใช้เป็นเกณฑ์มาตรการทำธุรกิจธนาคารในอาเซียน ซึ่งถ้าธนาคารใดผ่านเกณฑ์นี้ จะได้รับอนุญาตให้ทำธุรกิจธนาคารได้ในทุกประเทศสมาชิก 10 ประเทศ” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว
ทั้งนี้ อาเซียนกำลังหารือเรื่องการมีมาตรการร่วมกันจะช่วยให้เป็นธนาคารที่มีความมั่นคง และสามารถดูแลเสถียรภาพระบบการเงินร่วมกันได้ เมื่อต้องเปิดทำธุรกิจระหว่างกัน คาดว่ากรอบดังกล่าวนี้จะสรุปได้ภายในสิ้นปี 2555 นี้ มองว่าน่าจะมีธนาคารจำนวนหนึ่งผ่านเกณฑ์นี้ได้ รวมทั้งธนาคารในไทยด้วย
นายประสาร กล่าวว่า การเตรียมตัวรับการแข่งขันในเออีซีของธนาคารพาณิชย์ไทย นอกจากความท้าทายปกติ ต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน การแข่งขันในเชิงคุณภาพของบริการ และความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ที่สำคัญต้องเร่งสร้างความเข้าใจและความชำนาญเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนด้วย จะได้กำหนดกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการแข่งขันภายใต้โจทย์ของเออีซีได้ ซึ่งเรื่องนี้ธปท.ได้หารือกับธนาคารพาณิชย์และลูกค้าของธนาคารพาณิชย์มาระยะหนึ่ง เพื่อส่งเสริมกลยุทธ์ของธนาคารพาณิชย์ ในการเดินหน้าสู่อาเซียนให้ได้
“จุดอ่อนของธนาคารในไทยเรา คืออย่าคิดว่าตัวเองใหญ่ แล้วมองประเทศอื่นในอาเซียนเล็ก เพราะอย่าลืมว่าประชากรไทยต่อไปไม่ใช่ 67 ล้านคน แต่จะเพิ่มเป็น 600 ล้านคนแล้ว อย่าไปมองว่าเราใหญ่แล้วไม่ขยายไปประเทศเล็ก เพราะอย่าลืมว่าประเทศที่เขาเล็กเขาจะเจาะเข้ามาประเทศใหญ่ เพื่อทำให้เขาใหญ่ ซึ่งเรื่องนี้แบงก์ในไทยเราก็ต้องเตรียมให้พร้อม” นายประสาร กล่าว
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า การเป็นเออีซี ที่จะมีการเปิดเสรีการค้าสินค้า การค้าและบริการ การลงทุน แรงงานฝีมือ และการเคลื่นย้ายเงินทุนที่เสรีขึ้น ซึ่งภาพในปี 2558 ภาพของการเป็นเออีซีจะชัดเจนขึ้นและทำให้ภูมิภาคนี้มีขนาดใหญ่ระดับโลก เพราะเมื่ออาเซียนใหญ่และสำคัญขึ้นก็ต้องดึงดูดการค้าการลงทุนกับเศราบกิจขนาดใหญ่ในเอเซีย เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรืออาเซียน+3 และรวมกับออสเตรีเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดียเป็นอาเซียน+6 กลายเป้นตลาดใหญ่มีประชากรขนาดพันล้านคน ซึ่งประเทศเหล่านี้มีจุดเด่นในการปฎิรูประบบการเงินและมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วจากการเปิดเสรี มีกำลังซื้อมหาศาลจากชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปริมาณการค้าจากเดิมที่มีอยู่ 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มเป็น 4 เท่า ถือเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสของระบบการเงินไทย เพราะเงินออมในเออีซีสูงถึง 30% ของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ(จีดีพี) ถือเป็นฐานการลงทุนต่อยอดธุรกิจด้านต่างๆได้อย่างดี ดังนั้นในช่วงเวลานี้ไทยก็ไม่ควรนิ่งเฉย เพราะหลายประเทศได้เร่งปรับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินเพื่อใช้ประโยชย์จากเออีซีอย่างเต็มที่แล้ว
การรวมตัวเป็นเออีซีภาคการเงินและระบบการชำระเงินของประเทศสมาชิกอาเซียนจะมี 4 เรื่องสำคัญ คือ 1.ความร่วมมือด้านระบบชำระเงินที่ต้องมีประสิทธิภาพ น่าเชื่อถือ สะดวก และไม่แพง เพื่อรองรับธุรกรรมการค้า การลงทุนระหว่างประเทศ การชำระเงินรายย่อย และรองรับการโอนเงินกลับบ้านของแรงงานที่จะเคลื่อนย้ายเปิดเสรี ซึ่งล่าสุดไทยมีการเชื่อมโยงระบบเอทีเอ็มกดเงินสดระหว่างกันผ่านตู้เอทีเอ็มไทยกับมาเลเซียได้แล้ว
2.การเปิดเสรีเงินทุนเคลื่อนย้าย เปรียบเหมือนการลดด่านตรวจที่ชายแดนหลังจากอาเซียนมีถนนสายหลักร่วมกันผ่านเออีซี โดยจะลดอุปสรรคด้านกฎระบียบและขั้นตอนการอนุญาตเงินทุนเพื่อรองรับการลงทุน การจัดตั้งธุรกิจ และการเงินข้ามพรหมแดน แต่ก็ไม่ให้กระทบค่าเงินผันผวน ซึ่งจะเปิดเสรีตามความพร้อมของแต่ละประเทศ ซึ่งปัจจุบันไทยเปิดไปมากแล้ว โดยปัจจุบันไม่มีการจำกัดเงินทุนนำเข้า ส่วนเงินทุนไหลออกก็ผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง และเมื่อเปิดเออีซีก็มีแนวโน้มจะผ่อนคลายการไปซื้อหุ้นในต่างประเทศได้มากขึ้น และในการลงทุนโดยตรงก็จะเปิดโอกาสให้คนไทยนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศได้อย่างเสรี
3.การเปิดเสรีภาคการธนาคาร ที่จะเปิดในปี 2563 ซึ่งช้ากว่าเพราะยังอ่อนไหว ซึ่งภาคการธนาคารก็เปรียบเสมือนรถขนส่งข้ามประเทศซึ่งต้องมีรถที่ดี รู้จักเส้นทาง ปลอดภัย เคารพกฎจราจร และคิดราคาเป็นธรรมแข่งขันได้ จะได้นำพาธุรกิจไทยไปสู่ตลาดอาเซียนได้ โดยการเปิดภาคนี้จะคำนึงตามแผนพัฒนาระบบการเงินระยะยที่ 2 ที่จะนำมาใช้ในปี 2556 – 2557 และ 4.การพัฒนาตลาดทุน องค์ประกอบสำคัญของภาคการเงินที่จะทำให้การรวมตัวกันเป็นเออีซีสมบูรณ์และเชื่อมโยงการเงินได้ครบวงจรในการระดมทุนที่ไม่ต้องพึ่งสถาบันการเงินเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาเซียนจะยกระดับตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่มอาเซียนให้เพิ่มสูงขึ้น







