
เป้าปีหน้า1,100-1,150
โบรกฯ ให้เป้าดัชนีปีหน้า 1,100-1,150 จุด คาดกำไร บจ.โต 12-14% หุ้นกลุ่มบริโภคลงทุนเด่น
โบรกฯ ให้เป้าดัชนีปีหน้า 1,100-1,150 จุด คาดกำไร บจ.โต 12-14% หุ้นกลุ่มบริโภคลงทุนเด่น
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร ให้เป้าหมายดัชนีหุ้นไทยปีหน้าที่ 1,140 จุด โดยคาดว่ากำไรปกติต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จะเติบโต 12% แม้ว่าเศรษฐกิจโลกยังไม่มีความแน่นอนก็ตาม
ขณะที่กำไรสุทธิต่อหุ้นจะเติบโต 6% เทียบกับ 21% ปีนี้ โดยกลุ่มค้าปลีกจะเติบโตสูงสุด ขณะที่ธนาคารและพลังงานจะชะลอลงมาเติบโตที่ 6%
ทั้งนี้ คาดว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจะชะลอลงจากราคาสินค้าเกษตรที่ลดลง การว่างงานที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากน้ำท่วม รวมถึงเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยมีค่าใช้จ่ายภาครัฐเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ
นายกวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า คาดว่าดัชนีหุ้นปีหน้าอยู่ที่ 1,100 จุด เพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่ 1,020 จุด โดยมีปัจจัยหนุนจากการออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE3) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงครึ่งแรกปี 2555 ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อหาเสียงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดี
“ครึ่งปีแรกเงินเฟ้อสหรัฐจะชะลอตัวลง จึงเป็นจังหวะดีที่จะออก QE3 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนเลือกตั้ง”นายกวี กล่าว
ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศยังเป็นบวกจากการกระตุ้นหลังภาวะน้ำท่วม โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะโต 4.3% เพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่ 1.7% ส่วนกำไร บจ.คาดว่าโต 14% ซึ่งเป็นผลจากการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% แต่หากไม่รวมภาษีดังกล่าว กำไร บจ.จะโต 9-10%
สำหรับหุ้นที่น่าสนใจเป็นหุ้นที่เกี่ยวกับการบริโภคและการลงทุนในประเทศ เช่น กลุ่มพาณิชย์ ธนาคารพาณิชย์ ไอซีที โรงพยาบาล เกษตร-อาหาร และรับเหมาก่อสร้าง
นายวิวัฒน์ เตชะพูลผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ทิสโก้ กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีหุ้นไทยปีหน้ายังมีทิศทางไม่ชัดเจน ให้จับตาว่าสิ้นปีนี้ดัชนียืนเหนือ 1,000 จุดได้หรือไม่ หากยืนได้ดัชนีมีเป้าที่ 1,150 จุด แต่ถ้ายืนไม่ได้จะลดลงไปที่ 900 จุด ทั้งนี้มีโอกาสที่ดัชนีจะยืนเหนือ 1,000 จุดได้ประมาณ 60% ขณะที่สิ้นปีคาดว่าดัชนีอยู่ที่ 1,050-1,080 จุด
“ปัจจัยที่ต้องจับตา คือ เศรษฐกิจยุโรปจะเข้าสู่ภาวะถดถอยซ้ำซ้อนหรือไม่ และการเมืองไทยจะเป็นลบแค่ไหน” นายวิวัฒน์ กล่าว
ประเมินว่าปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะโต 3.5-4.5% เป็นผลจากการลงทุนภาครัฐและการบริโภคในประเทศ ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนจึงต้องเลือกหุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้างและรับเหมาฯ กลุ่มค้าปลีก อาหาร และธนาคาร
หุ้นเด่นที่แนะนำ ได้แก่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง (SCCC) บริษัท ช.การช่าง (CK) บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) บริษัท ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน (ROBINS) บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL)
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และธนาคารกรุงไทย (KTB)
ด้าน บล.เจ.พี.มอร์แกน ให้น้ำหนักมากกว่าตลาด ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ค้าปลีก อาหาร อสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ให้หุ้นพลังงาน ปิโตรเคมี และสื่อสารน้อยกว่าตลาด
เจ.พี.ฯ แนะนำให้ลงทุนในหุ้น SCB บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) บริษัท แอล.พี. เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ (LPN) บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (AP) BIGC PTT SCC
ด้านการซื้อขายหุ้นวันที่ 6 ธ.ค. ปรากฏว่าตลาดหุ้นไทยเป็นเพียงแห่งเดียวที่ปิดบวก แม้ว่าจะเล็กน้อย 1.40 จุด ที่ระดับ 1,030.77 จุดก็ตาม ท่ามกลางแรงซื้อหนักมือของต่างชาติถึง 3,087 ล้านบาท โดยเน้นหุ้นตัวใหญ่ เช่น PTT และ BBL







