
รื้อแผนผลิตไฟฟ้าเลื่อนนิวเคลียร์3ปี
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ส่อเลื่อนอีก 3 ปี ผุดโรงแรกปี 2569 ยื้อทำความเข้าใจมวลชน
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ส่อเลื่อนอีก 3 ปี ผุดโรงแรกปี 2569 ยื้อทำความเข้าใจมวลชน
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) อยู่ระหว่างการปรับแผนพัฒนากำลังไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2553-2573 หรือพีดีพี 2010 โดยจะเสนอเลื่อนแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เข้าระบบออกไปอีก 3 ปี
แผนเดิมกำหนดไว้ว่าจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกในปี 2566 ขยายไปเป็นปี 2569 เพื่อให้เกิดความพร้อมทางด้านการลงทุนและการสร้างความเข้าใจกับประชาชนให้มากกว่านี้
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าปัญหาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น สร้างความกังวลต่อการตัดสินใจสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในไทยซึ่งจะเกิดขึ้นได้ยาก
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ดังนั้นในระหว่างนี้คงต้องใช้เวลาอีก 3 ปีเพื่อจัดทำกรอบการทำความเข้าใจกับมวลชนทุกระดับ ทุกพื้นที่ ถึงข้อดีของการมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่จะใช้เป็นเชื้อเพลิงทางเลือกทดแทนการใช้ก๊าซธรรมชาติและเชื้อเพลิงอื่นที่เริ่มมีปริมาณสำรองในโลกลดลง เบื้องต้นหากเลื่อนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกที่เดิมกำหนดไว้ในปี 2566 ซึ่งมีกำลังการผลิต 1,000 เมกะวัตต์ออกไป จะต้องนำโรงไฟฟ้าก๊าซ หรือโรงไฟฟ้าถ่านหินเข้ามาทดแทน เพื่อไม่ให้กระทบกับการผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอกับความต้องการ
นอกจากแผนพีดีพีใหม่จะปรับลดสัดส่วนการซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน จากเดิมกำหนดไว้ไม่เกิน 25% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ให้เหลือเพียงไม่เกิน 15% เท่านั้น เพราะไม่ต้องการให้เกิดความเสี่ยงด้านความมั่นคงพลังงาน หากไปพึ่งพาแหล่งผลิตไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านมากเกินไป
การเลื่อนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ออกไปครั้งนี้ ถือเป็นการเลื่อนครั้งที่ 3 นับตั้งแต่มีแผนพีดีพีขึ้นมา ซึ่งตามกำหนดเดิมจะต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 5 แห่ง กำลังการผลิต 5,000 เมกะวัตต์ โดยจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกในปี 2563 แต่รัฐบาลตัดสินใจเลื่อนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เข้าระบบไปเป็นปี 2566 และล่าสุดเลื่อนมาเป็นปี 2569
นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการ สนพ. กล่าวว่า มีการเสนอให้เลื่อนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ออกไปจากกำหนดเดิมอีก เนื่องจากประชาชนยังไม่ให้การยอมรับเท่าที่ควร จำเป็นต้องใช้เวลาทำความเข้าใจอีกมาก
สำหรับแผนการเลื่อนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ออกไปจากแผนจะเป็นระยะเวลากี่ปีนั้น พิจารณาไว้หลายตัวเลือก ขณะนี้อยู่ระหว่างสรุปรายละเอียดอีกครั้งก่อนเสนอกระทรวงพลังงานต่อไปที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน







