posttoday
ความสงบ...สยบความเคลื่อนไหว

ความสงบ...สยบความเคลื่อนไหว

23 กุมภาพันธ์ 2553

....สุกิจ อุดมศิริกุล

สวัสดีครับ...ทุกท่าน ผมมีความเห็นว่าสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์หนึ่งที่มีความวุ่นวายและยุ่งเหยิงมากสำหรับนักลงทุนครับ ทั้งนี้ เพราะเป็นสัปดาห์ที่ต้องมาทบทวนผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ประกาศออกมาแล้ว 123 แห่ง คิดเป็น 73% ของมูลค่าตลาดรวม รวมถึงต้องติดตามบริษัทขนาดกลางเล็กที่จะประกาศออกมาอีกกว่า 300 บริษัทในสัปดาห์นี้และสัปดาห์หน้า ในขณะที่ปัจจัยการเมืองกำลังใกล้ถึงจุดที่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลง ส่วนปัจจัยต่างประเทศยังคงมีปัจจัยที่ต้องติดตาม โดยสหรัฐต้องติดตามในเรื่องการส่งสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของประธานเฟดที่จะมีการแถลงนโยบายต่อสภาคองเกรสสัปดาห์นี้ ทางยุโรปต้องติดตามการช่วยเหลือกรีซ ส่วนจีนต้องติดตามมาตรการใหม่ๆ ที่อาจจะออกมาสร้างความประหลาดใจอีกหลังผ่านเทศกาลวันหยุดตรุษจีน

โดยผมประเมินในเบื้องต้นว่า ทางเฟดคงจะยืนยันที่จะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะเวลาอันใกล้นี้ แต่การปรับขึ้น Discount Rate เป็นเพียงต้องการลดมาตรการฉุกเฉินลงเท่านั้น ซึ่งคาดว่าตลาดน่าจะคลายความกังวลลงไปได้บ้าง ส่วนการช่วยเหลือกรีซยังไม่มีความแน่นอนถึงแม้ทางเยอรมนีและฝรั่งเศสได้แสดงท่าทีว่าจะช่วยเหลือ ซึ่งทำให้ยังคงติดตามอย่างใกล้ชิด ส่วนกรณีจีนคาดว่าทางการจีนจะกลับมาดำเนินนโยบายคุมเข้มทางการเงินต่อเนื่อง โดยการดึงสภาพคล่องทางการเงินออกจากระบบผ่านการขายตั๋วเงินระยะสั้นโดยให้อัตราดอกเบี้ยในระดับที่สูงขึ้น

สำหรับปัจจัยการเมืองนั้น ผมประเมินว่าในวันที่ 26 ก.พ. ภาพของการเมืองอาจจะยังไม่ชัดเจน ซึ่งต้องรอความชัดเจนในสัปดาห์ต่อไป โดยมีความเห็นว่าความยืดเยื้อน่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้มากกว่าเกิดความรุนแรง เมื่อเห็นอย่างนี้แล้วทำให้ผมเชื่อครับว่าการลงทุนในสัปดาห์นี้ยากแน่ จากความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาจากปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวไป

ส่วนกลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอนนั้น ผมนึกถึงคำกล่าวของชาวจีนที่แนะนำให้ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว เชื่อว่าคอหนังชุดจีนกำลังภายในรุ่นผมคงจะเคยได้ยิน ส่วนคอหนังซีรีส์เกาหลีอาจไม่คุ้นเคย โดยกลยุทธ์ดังกล่าวสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการลงทุนในสถานการณ์ปัจจุบันได้ โดย 1) ถือเงินสดมากขึ้น เนื่องจากเงินสดเป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุด 2) ลงทุนในหุ้นที่อัตราผลตอบแทนแน่นอน หรือมีความผันผวนของราคาและกำไรต่ำ หรือที่นักวิเคราะห์และนักกลยุทธ์เรียกว่าหุ้น Dividend และ Defensive ตามลำดับ ผมเชื่อว่า แฟนๆ คอลัมน์คงถือเงินสดรอไว้แล้ว ซึ่งหากราคาหุ้นปรับตัวลดลงในช่วงนี้จากปัจจัยความไม่แน่นอนที่กล่าวมาทั้งหมดก็ถือเป็นโอกาสของการซื้อครับ ทั้งนี้ นักลงทุนสามารถปรับพอร์ตไปซื้อหุ้นที่มีผลตอบแทนและความเสี่ยงสูงขึ้นได้ หากสถานการณ์การเมืองชัดเจนขึ้น

Dividend stock..ผลตอบแทนแน่นอนไม่ต้องลุ้น

TMT แนะนำ ‘ซื้อ’ ราคาเหมาะสม 6.20 บาท

TMT รายงานผลประกอบการในปี 2552 ลดลง 66% yoy อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในโครงการ SP2 คาดจะช่วยหนุนให้ปริมาณการสั่งซื้อเหล็กในประเทศขยับตัวดีขึ้น นอกจากนี้ภาวะขาขึ้นของราคาเหล็กช่วยผลักดันให้อัตรากำไรขั้นต้นขยับขึ้นสูงกว่า 11.2% จากเดิมที่ 11.07% ช่วยหนุนให้กำไรสุทธิปี 2553 กลับมาเติบโตโดดเด่น 57% yoy เป็น 395 ล้านบาท สำหรับฐานะการเงินที่มีความแข็งแกร่งและมีหนี้สินในระดับต่ำ ทำให้ TMT สามารถจ่ายเงินปันผลได้ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยล่าสุด TMT ประกาศจ่ายเงินปันผลงวดปี 2552 เท่ากับ 0.45 บาท/หุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 8.33% ต่อปี และจะขึ้น XD วันที่ 3 มี.ค. 2553

TRT แนะนำ ‘ซื้อ’ ราคาเหมาะสม 8.60 บาท

แม้การเลื่อนส่งมอบงานบางส่วนจะทำให้กำไรสุทธิใน Q4/2552 ลดลงกว่าคาดเป็น 94 ล้านบาท แต่ยังเป็นกำไรที่สูงสุดในรอบปี 2552 และทำให้ TRT มีกำไรปี 2552 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 212 ล้านบาท สำหรับกลยุทธ์การดำเนินงานปี 2553 การปรับราคาลงเพื่อให้สะท้อนกับราคาวัตถุดิบที่ลดลงและเป็นการรักษาฐานลูกค้า คาดจะไม่กระทบต่อการเติบโตของบริษัทในอนาคต เนื่องจากปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นทั้งจากในและต่างประเทศสามารถชดเชยกับราคาที่ลงได้ ประกอบกับนโยบาย Cost Plus ทำให้บริษัทรักษาระดับอัตรากำไรได้ในระดับสูง หนุนให้กำไรปี 2553 ยังเติบโต 11% yoy เป็น 234 ล้านบาท สำหรับโครงสร้างธุรกิจที่มีความมั่นคงและมีสภาพคล่องในระดับเหมาะสม SCRI คาด TRT จะจ่ายเงินปันผลงวดปี 2552 เท่ากับ 0.52 บาท/หุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเท่ากับ 8.4% ต่อปี

Defensive stock ราคาหุ้นและกำไรทนทานต่อความไม่แน่นอนสูง

HMPRO แนะนำ ‘ซื้อ’ มูลค่าเหมาะสม 6 ต่อหุ้น

ปี 2552 มีกำไรสุทธิ 1,143 ล้านบาท เติบโต 19.1% yoy พร้อมจ่ายเงินปันผลหุ้นละ 0.16 บาท (XD วันที่ 12 เม.ย. 2553) สำหรับปี 2553 คาดว่า HMPRO จะมีกำไรสุทธิ 1,311 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% yoy โดยมีปัจจัยหนุนจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง 5 แห่งในปี 25532554 การเพิ่มสัดส่วนสินค้า House Brand เป็นประมาณ 15% ของยอดขายรวมปี 2553 และได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและโครงการไทยเข้มแข็ง

GLOW แนะนำ ‘ซื้อ’ มูลค่าเหมาะสม 40 บาทต่อหุ้น

ปี 2552 มีกำไรสุทธิ 4,163 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.8% yoy สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานในอนาคตของ GLOW คาดจะกลับมาสู่ช่วงขาขึ้น จากแรงผลักดันของกำลังการผลิตใหม่คาดจะหนุนให้กำไรปี 25532555 เติบโตกว่า 20% CAGR อีกทั้งเงินปันผลคาดจะอยู่ในระดับสูง 6.127.77% m

พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่