
ประกันน้ำตาตก ทุนหายกำไรหด...
ธุรกิจประกันชีวิตและธุรกิจประกันภัย ถึงเวลาที่จะต้องเผชิญวิกฤตครั้งสำคัญ คือการจ่ายค่าสินไหมทดแทนที่เกิดจากความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน
ธุรกิจประกันชีวิตและธุรกิจประกันภัย ถึงเวลาที่จะต้องเผชิญวิกฤตครั้งสำคัญ คือการจ่ายค่าสินไหมทดแทนที่เกิดจากความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน
โดย...วารุณี อินวันนา
ธุรกิจประกันชีวิตและธุรกิจประกันภัย ถึงเวลาที่จะต้องเผชิญวิกฤตครั้งสำคัญ คือการจ่ายค่าสินไหมทดแทนที่เกิดจากความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน อันมีสาเหตุมาจากปัญหาน้ำท่วมใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปี และสร้างความเสียหายมากที่สุดในประวัติศาสตร์
ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) มีการประเมินเฉพาะใน 9 จังหวัดภาคกลางเท่านั้น คือ จ.พระนครศรีอยุธยา นครสวรรค์ ปทุมธานี ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี สระบุรี อุทัยธานี และนนทบุรี
ทั้ง 9 จังหวัด มีลูกค้ารายย่อยทำประกันภัยรวม 48,087 กรมธรรม์ คิดเป็นวงเงินความคุ้มครองทั้งหมด 5.64 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีการยื่นเรียกร้องค่าเสียหายมาแล้ว 3,694 ราย รวมเป็นจำนวนเงิน 1,249.82 ล้านบาท
ขณะที่ 7 นิคมอุตสาหกรรมที่จมน้ำไปแล้ว ประกอบด้วย สหรัตนนคร โรจนะ ไฮเทค บางปะอิน แฟคตอรี่แลนด์ นวนคร บางกะดี มีบริษัทที่อยู่ในนิคมฯ ทำประกันภัยทรัพย์สิน 926 ราย วงเงินความคุ้มครอง 4.56 แสนล้านบาท มีผู้ทำประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก 30 ราย วงเงินความคุ้มครอง 7,188 ล้านบาท คาดว่าจะเสียหายประมาณ 1 แสนล้านบาท
ตัวเลขเหล่านี้ ยังไม่รวมนิคมฯ ลาดกระบังที่อยู่ในเส้นทางมวลน้ำก้อนใหญ่ไหลผ่าน โดยมีผู้ทำประกันภัยทั้งสิ้น 64 ราย วงเงินความคุ้มครอง 5,806 ล้านบาท
รวม 8 นิคมอุตสาหกรรม มีผู้ทำประกันทั้งสิ้น 990 ราย วงเงินความคุ้มครอง 4.62 แสนล้านบาท คิดเป็น 3% ของวงเงินความคุ้มครองของการประกันภัยทรัพย์สินทั้งธุรกิจ
รวมทั้งรายย่อยและรายใหญ่ใน 9 จังหวัดที่มีการทำประกันทั้งหมด 49,077 กรมธรรม์ วงเงินความคุ้มครอง 5.19 แสนล้านบาท
ความเสียหายจากปัญหาน้ำท่วมรอบนี้ ยังไม่ถูกเปิดเผยมีอีกมาก อาทิ ทางภาคเหนือที่ท่วมไปก่อนหน้านี้ และภาคอีสานที่กำลังประสบปัญหาน้ำท่วมเช่นเดียวกัน ในจังหวัดใหญ่ๆ ยังไม่ได้มีการเก็บตัวเลขว่าสูญเสียเท่าไหร่
รวมถึงมวลน้ำที่เคลื่อนตัวเข้าทำลายทรัพย์สินและข้าวของชาวบ้านและร้านค้าเขตดอนเมือง ทุ่งสีกัน ในเขตกรุงเทพฯ ยังไม่ได้มีการรวมความเสียหาย และเส้นทางน้ำที่กำลังจะผ่านไปยัง จ.นครปฐม สมุทรปราการ ที่ไม่มีใครประเมินได้ว่าจะทำความเสียหายอีกเท่าไหร่
สำหรับกรมธรรม์ที่สามารถเรียกร้องค่าสินไหมน้ำท่วมได้ ประกอบด้วย
ประกันภัยทรัพย์สิน โดยทั้งระบบ ณ เดือน ก.ค. 2554 มีผู้ทำประกันทั้งสิ้น 3.4 แสนกรมธรรม์ วงเงินความคุ้มครองทั้งสิ้น 8.37 ล้านล้านบาท
ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจประเภท 1 ซึ่งทาง คปภ.ไม่ได้แยกแต่ละประเภทออก แต่รวมทั้งระบบมีผู้ทำประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจทุกประเภท 3.62 ล้านคัน วงเงินความคุ้มครอง 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งจะสร้างความเสียหายจำนวนมากหากไม่สามารถป้องกันกรุงเทพฯ เอาไว้ได้ เห็นทีบริษัทประกันภัยต้องเจ็บหนักไปตามๆ กัน เพราะมีเพียงบริษัทรายใหญ่ๆ เท่านั้นที่มีการซื้อประกันภัยต่อไปยังต่างประเทศ
ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล มีผู้ทำประกันกับบริษัทประกันวินาศภัย 4.37 ล้านฉบับ วงเงินความคุ้มครอง 19.15 ล้านล้านบาท ทำประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลผ่านบริษัทประกันชีวิต 1.25 ล้านฉบับ วงเงินความคุ้มครอง 861 ล้านบาท ที่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุสูง เช่น ลื่น หกล้ม แขนขาหัก เสียชีวิต ที่จะมีการเรียกร้องค่าสินไหมตามมา
รวมถึงประกันสุขภาพ ที่มีผู้ทำประกันภัยผ่านบริษัทประกันวินาศภัย 4.79 แสนราย แต่ทาง คปภ.ไม่ได้มีการแสดงตัวเลขวงเงินความคุ้มครองไว้ ซึ่งทางองค์การอนามัยโลก (ฮู) ออกมาเตือนว่าคนไทยที่ประสบปัญหาน้ำท่วมจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาด เช่น ท้องร่วง โรคติดต่อทางลมหายใจ หรือโรคตาแดง และต้องเฝ้าระวังโรคเชื้อราทางผิวหนัง โรคฉี่หนู
ทั้งนี้ จะทำให้ค่าสินไหมทดแทนจากค่ารักษาพยาบาลที่เกิดจากอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยตามมาอีกมาก
ฉะนั้น บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันภัย จะต้องเตรียมความพร้อมให้ดี เพื่อให้การบริการจ่ายค่าสินไหมทดแทน สะดวก และรวดเร็ว แก่ประชาชนที่ได้รับความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินอย่างสาหัสมาแล้ว







