
ณัฐรินทร์ ตาลทอง ซีอีโอบล.กสิกรไทย
....เจียรนัย อุตะมะ
หลังจาก บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย ภายใต้การบริหารของ
“” กรรมการบริหาร ได้รางวัลบล.ยอดเยี่ยม 2 ปีซ้อน (ปี 2551 และปี 2552) จากงาน SET Awards ทั้งที่เปิดดำเนินการได้เพียง 5 ปีปี 2553 นี้ นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.เป็นต้นมา
“ณัฐรินทร์” ได้รับการโปรโมตขึ้นเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารแทน “รพี สุจริตกุล” ที่ย้ายไปเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย ตั้งแต่ปี 2551เรียกได้ว่า ปี 2551 ที่ผ่านมา ในตำแหน่งกรรมการบริหารที่เป็นผู้นำองค์กรสูงสุด โดยนัยเธอได้พิสูจน์ฝีมือแล้วว่านำพาองค์กรแห่งนี้ไปได้ด้วยดี จึงได้รับความไว้วางใจให้ขึ้นนำองค์กรแห่งนี้อย่างเป็นทางการ
ปีแรกของการได้รางวัลบล.ยอดเยี่ยมของบล.กสิกรไทยปี 2551 เธอเป็นกรรมการผู้จัดการ ที่ยังอยู่ภายใต้การบริหารของ
“รพี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แต่การที่ “รพี” ย้ายไปเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ตั้งแต่ปี 2551 ดังนั้นรางวัลของปี 2552 ต้องยกเครดิตให้เธอทั้งหมดปี 2552 บล.กสิกรไทย สามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดขึ้นมาอยู่ที่ 2.68% หรืออันดับที่ 17 (ไม่รวมพอร์ตโบรกเกอร์) จากปี 2551 ที่มีส่วนแบ่งการตลาด 1.63% หรืออันดับที่ 26 ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนที่ตั้งเป้าเป็นบล.อันดับ 1 ใน 3 ของประเทศใน 3 ปีข้างหน้า
สำหรับปี 2553
“ณัฐรินทร์” ตั้งเป้าหมายจะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดให้ได้ 4.20% หรือเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว โดยไม่ใช้กลยุทธ์ให้ฟรีค่าคอมมิชชัน แต่ตั้งเป้าหมายใน 2 ปีที่จะสร้างนักลงทุนหน้าใหม่ที่มีคุณภาพให้เข้าสู่ระบบให้มากขึ้นล่าสุด บล.แห่งนี้มีโครงการ KS The Young Turk Investor Project ที่ร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นำร่องขยายฐานนักลงทุนหน้าใหม่ไปยังกลุ่มที่มีศักยภาพ มีความพร้อมและสนใจในหุ้นแต่ยังไม่มีประสบการณ์ โดยผลจากการเปิดรับสมัครเพียง 3 สัปดาห์มีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการแล้วเกือบ 500 ราย
เธอเคยเล่าถึงความสำเร็จดังกล่าวว่า มาจาก 3 เรื่องหลัก คือ การสร้างกิจกรรมการตลาดโดยยึดความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ภายใต้หลักการ KSmore การทำงานในรูปแบบพันธมิตรทั้งกับบริษัทในเครือธนาคารกสิกรไทย พันธมิตรทางธุรกิจ และกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และการเข้าถึงความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายด้วยข้อมูลที่มีคุณภาพ ถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของลูกค้า
“
ณัฐรินทร์” เป็นผู้ปลุกปั้นบล.กสิกรไทย ร่วมกับ “วิกรานต์ ปวโรจน์กิจ” ในฐานะกรรมการผู้จัดการที่ดูแลด้านธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจวาณิชธนกิจ ตามลำดับ โดยมี “รพี” เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ที่เริ่มเปิดดำเนินการตั้งแต่ปี 2548 เพื่อสานฝันเป็นแขนขาด้านตลาดทุน บรรลุการเป็นธนาคารครบวงจรของธนาคารกสิกรไทย ธนาคารที่มีขนาดสินทรัพย์อันดับ 3 ของประเทศ“
โชคดีของเราที่ได้บริษัทแม่ (ธนาคารกสิกรไทย) ที่แข็งแกร่ง ไม่กดดันให้เราทำกำไรโดยเร็ว จึงสามารถวางรากฐานให้บริษัทมั่นคงได้ เมื่อภาวะหุ้นแย่เราแนะนำนักลงทุนให้ซื้อผลิตภัณฑ์อื่น โดยไม่คิดว่าจะตั้งหน้าตั้งตาให้นักลงทุนซื้อหุ้นอย่างเดียวเพื่อหวังค่านายหน้า อย่างเจ้าหน้าที่การตลาดของเราจะแบ่งเป็นพนักงานที่มีเงินเดือนประจำ และพนักงานที่จ่ายรายได้ตามมูลค่าการขาย หากจะก้าวข้ามเป็นพนักงานเงินเดือนได้ ต้องสอบ ถ้าผ่านแล้วเราจะส่งลูกค้าให้อย่างสม่ำเสมอ เพราะเราไม่เชื่อในคนแต่เชื่อในทีมงาน เจ้าหน้าที่การตลาดจะต้องอ่านบทวิจัยของฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ของเรา และถ่ายทอดให้คำแนะนำลูกค้าได้ เพราะลำพังเจ้าหน้าที่การตลาดคงไม่มีเวลาจะนั่งวิเคราะห์เอง ต้องเกื้อกูลซึ่งกันและกัน”บล.แห่งนี้เปิดดำเนินการได้กว่า 2 ปี ก็ถึงจุดคุ้มทุนและทำกำไรได้ เพราะมีการคำนวณค่าใช้จ่ายต่อหน่วยไว้ตั้งแต่ต้นที่เปิดดำเนินการ
ต้นปี 2550 กรรมการผู้จัดการทั้งสองคนถูกเลื่อนขั้นเป็นกรรมการบริหาร ต่อมา
“วิกรานต์” ย้ายไปทำงานในธนาคาร ก่อนที่จะลาออกไปอยู่ธนาคารทหารไทย (TMB) ตาม “บุญทักษ์ หวังเจริญ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นายเก่าสมัยอยู่ที่ธนาคารกสิกรไทยธนาคารกสิกรไทยเริ่มต้นการเป็นธนาคารที่ให้บริการอย่างครบวงจรต่างจากธนาคารขนาดใหญ่อื่นตรงที่ต้องซื้อใบอนุญาตประกอบกิจการธุรกิจหลักทรัพย์จากบล.แอสเซท พลัส เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2547 ในขณะที่ธนาคารขนาดใกล้เคียงกันอย่างธนาคารกรุงเทพ ดำเนินธุรกิจนี้มานานแล้ว อย่างบล.บัวหลวง ธนาคารไทยพาณิชย์ มีบล.ไทยพาณิชย์ และธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีบล.กรุงศรีอยุธยา
จุดเริ่มต้นที่ช้ากว่าคู่แข่งนั้นแม้ว่าจะเสียเปรียบในด้านแต้มต่อ แต่ได้เปรียบในด้านวัฒนธรรมที่สามารถหลอมกันได้อย่างสนิทใจ
“
ณัฐรินทร์” นับว่าเป็นลูกหม้อของธนาคารกสิกรไทยที่ถูกหล่อหลอมมาเพื่อรับงานนี้โดยเฉพาะ จากสายสัมพันธ์ที่มีกับลูกค้าคนรวยของธนาคารกสิกรไทย ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายวาณิชธนกิจ ที่แปรมาเป็นลูกค้าบล.กสิกรไทย จากส่วนแบ่งการตลาดภายใน 3 ปีนี้ที่ตั้งไว้เกิน 5% ใน 2554 เป้าหมายก็ล้วนมาจากลูกค้ากลุ่มนี้ทั้งนั้นเธอถูกฝึกมาในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายวาณิชธนกิจ ด้านงานขาย ที่เป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของฝ่ายวาณิชธนกิจ ธนาคารกสิกรไทยที่พิชิตแชมป์ผู้จัดการจัดจำหน่ายแห่งปี 2547 (ส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดตราสารหนี้เอกชน รัฐวิสาหกิจของศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ไทยบลูมเบิร์กไอเอฟอาร์)
หญิงสาวคนนี้มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าระดับสูงมาตลอด โดยนับตั้งแต่จบปริญญาโท ภาควิชาการเงิน มหาวิทยาลัยโคโลราโด สหรัฐอเมริกา แล้วเป็นเจ้าหน้าที่การตลาดของบงล.ภัทรธนกิจ ที่เป็นที่รู้กันว่าลูกค้าของบงล.แห่งนี้ล้วนเป็นลูกค้าคนรวยทั้งนั้น โดยรับหน้าที่ดูแลลูกค้าบุคคลในการซื้อขายหลักทรัพย์ อยู่ที่นั่นได้ประมาณ 5 ปี
จนกระทั่งปี 2540 ได้ไปเริ่มงานเป็นวาณิชธนกรอยู่ที่ธนาคารกสิกรไทย ไต่เต้าขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายและถูกย้ายมาที่บล.กสิกรไทย
เธอเชื่อว่าใครๆ ก็อยากมีเพื่อนอย่างธนาคารกสิกรไทย ซึ่งเป็นธนาคารอันดับ 3 ของประเทศ







