posttoday
กองทุนอ้อยขอยืดหนี้

กองทุนอ้อยขอยืดหนี้

22 สิงหาคม 2554

ไม่มีเงินชดเชยอ้อยจ่ายธกส.ขอต่อ2เดือนชี้ก.พ.55จ่ายแน่

ไม่มีเงินชดเชยอ้อยจ่ายธกส.ขอต่อ2เดือนชี้ก.พ.55จ่ายแน่

กองทุนอ้อยฯ เตรียมถก ธ.ก.ส. ขยายเวลาการชำระหนี้เงินชดเชยค่าอ้อยออกไปอีก 2 เดือน หลังหนี้แตะ 95 ล้านตัน

แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เห็นชอบให้กองทุนอ้อยและน้ำตาล (กท.) ขยายการชำระเงินกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่เกิดจากการชดเชยราคาอ้อย 105 บาทต่อตัน ออกไปอีก 2 เดือน หรือจากวันที่ 31 ธ.ค. 2554 เป็นวันที่ 29 ก.พ. 2555 เนื่องจากปริมาณอ้อยที่ส่งเข้าหีบในฤดูกาลผลิตปี 2553/2554 มีมากถึง 95.3 ล้านตัน สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 70 ล้านตัน ส่งผลให้กองทุนต้องจ่ายเงินชดเชยค่าอ้อยให้ชาวไร่มากขึ้น

ประกอบกับกองทุนอ้อยและน้ำตาลมีรายได้ที่เข้ากองทุนอยู่ที่เดือนละ 1,041 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการที่คาดไว้ ทำให้กองทุน ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดในเดือน ธ.ค. 2554

ทั้งนี้ ประเมินว่าตั้งแต่เดือน ก.ย. 2554 กองทุนจะมีรายได้จากการหักราคาน้ำตาลกิโลกรัมละ 5 บาท รวมเดือนละ 850 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้กองทุนสามารถชำระหนี้เงินกู้ที่ค้างอยู่ 5,431 ล้านบาท และดอกเบี้ยเงินกู้ 4.25% ได้ภายในเดือน ก.พ.ปีหน้า

สำหรับการดำเนินการดังกล่าวกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายทำตามมติ ครม. เมื่อเดือน ธ.ค.2553 เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวไร่ โดยจ่ายค่าชดเชยอ้อยตรงให้กับชาวไร่ที่ตันอ้อยละ 105 บาท ซึ่งในช่วงแรกประเมินว่าฤดูการผลิต 2553/2554 จะมีผลผลิตอ้อย 66 ล้านตัน ต้องใช้เงินกู้จาก ธ.ก.ส. ทั้งสิ้น 6,930 ล้านบาท ทำให้ภาระหนี้ของกองทุนเพิ่มมาเป็น 1.09 หมื่นล้านบาท

ต่อมาประเมินอ้อยใหม่ว่าจะมีปริมาณ 70 ล้านตัน ทำให้ภาระหนี้กองทุนเพิ่มเป็น 1.14 หมื่นล้านบาท และขณะนี้มีอ้อยสูงถึง 95 ล้านตัน ภาระกองทุนจึงเพิ่มขึ้นอีก โดยแผนการชำระหนี้ใหม่ต้องหารือกับ ธ.ก.ส.พิจารณาใหม่กำหนดให้ตั้งแต่เดือน ก.ย.2554 ถึงเดือน ม.ค.2555 ชำระหนี้ที่เดือนละ 900 ล้านบาท และเดือน ก.พ.2555 ที่เป็นเดือนสุดท้ายชำระที่ 48.5 ล้านบาท

นายชัยวัฒน์ คำแก่นคูณ ประธานชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน กล่าวว่า ชาวไร่อ้อยเห็นว่าควรเก็บเงินเข้ากองทุนจากราคาน้ำตาลกิโลกรัมละ 5 บาทต่อไป เพื่อให้กองทุนทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพให้กับชาวไร่ เมื่อการผลิตอ้อยมีปัญหาจะทำให้กองทุนมีเงินมาช่วยเหลือชาวไร่และไม่ต้องกู้เงินจาก ธ.ก.ส.เหมือนในอดีต ซึ่งหากรัฐบาลสมัยนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ปรับขึ้นราคาน้ำตาลเมื่อปี 2551 คงทำให้ชาวไร่อ้อยจำนวนมากเลิกปลูกอ้อยไปแล้ว

นอกจากนี้ เห็นว่ารัฐบาลใหม่ควรเลิกคุมราคาน้ำตาล เพื่อให้โครงสร้างราคาน้ำตาลเป็นไปอย่างเหมาะสม ปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์ควบคุมราคาน้ำตาลไว้ แต่เมื่อน้ำตาลในตลาดโลกสูงส่งผลให้มีการลักลอบส่งออกน้ำตาลไปประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ส่วนต่างของราคาน้ำตาลที่สูงขึ้นไม่ตกถึงชาวไร่

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่