
ปีของ ชินคอร์ปอเรชั่น
ราคาหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (INTUCH) นับตั้งแต่เดือน เม.ย. 2554
ราคาหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (INTUCH) นับตั้งแต่เดือน เม.ย. 2554
โดย..เจียรนัย อุตะมะ
พลิกปรับตัวขึ้นมาอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ภายหลังผลสำรวจของสำนักต่างๆ ออกมาว่าพรรคเพื่อไทยจะเข้ามาเป็นรัฐบาล ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นสูงเหนือหุ้นหมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) รวมถึงดัชนีหุ้นไทย เพราะความกังวลของนักลงทุนต่อการเอาผิดกลุ่มนี้ได้หมดไป
การปรับขึ้นของราคาหุ้นกลุ่มชิน เสมือนปลาที่ได้น้ำ ผิดไปจากสองปีที่ผ่านมาที่อยู่ภายใต้รัฐบาลประชาธิปัตย์ หุ้นนี้ปรับตัวขึ้นเพียง 4% เทียบหุ้นหมวดไอซีทีที่ปรับขึ้น 14% และดัชนีหุ้นไทยที่ปรับขึ้น 33% ทั้งที่เป็นหุ้นปันผล 100% และไม่มีหนี้ รวมถึงยังเป็นบริษัทสื่อสารที่ครองส่วนแบ่งการตลาดโทร.มือถือสูงสุดของประเทศ
ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นนี้ทำให้ “ซีดาร์ โฮลดิ้งส์” บริษัทในเครือเทมาเซก สิงคโปร์ ผู้ถือหุ้นใหญ่ INTUCH ทยอยทำการขายหุ้น INTUCH จำนวน 253.5 ล้านหุ้น ในช่วงราคาหุ้นละ 35.5–37.25 บาท เป็นเงินรวมทั้งหมด 306 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 9,100 ล้านบาท) ออกให้นักลงทุนในตลาดหุ้นที่จะทำให้สภาพคล่องของหุ้นมีมากขึ้น
ราคาล่าสุดวันศุกร์ที่ 19 ส.ค. 2554 ปิดที่ 38.25 บาทต่อหุ้น
ราคาของ INTUCH ได้ขึ้นมาสะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่ดีของบริษัท จากเดิมที่สะท้อนความเสี่ยงและความกังวลของนักลงทุนเกรงว่าจะซ้ำรอยกับบริษัท ไอทีวี (ITV) บริษัทลูกที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับสถานีโทรทัศนทัศน์ ที่บัดนี้บริษัทแม่ได้ตัดขาดทุนไปแล้ว โดย ITV อยู่ระหว่างรอผลการพิจารณาจากสถาบันอนุญาโตตุลาการชี้ขาด
ความเสี่ยงของกลุ่มนี้เรื่อง บริษัท กุหลาบแก้ว ผู้ถือหุ้นใหญ่ทางอ้อมของ INTUCH ถูกระบุว่าเข้าข่ายเป็นผู้แทนผู้ถือหุ้น (นอมินี) ของเทมาเซก บริษัท ไทยคม (THCOM) และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) มีความเสี่ยงเรื่องการผิดเงื่อนไขตามสัญญาสัมปทานเดิม หมดไป เมื่อผลการพิจารณาของกรมการค้า กระทรวงพาณิชย์ได้ส่งเรื่องนอมินีของบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) ให้กรมตำรวจตรวจสอบเพราะไม่สามารถฟันธงว่าเป็นนอมินี โดยอ้างอิงกรณีกุหลาบแก้ว ที่กฎหมายไม่สามารถเอาผิดได้จนถึงบัดนี้
ในขณะที่ผลการดำเนินงานและการจ่ายปันผลของหุ้นกลุ่มนี้ได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในฐานะเบอร์หนึ่งธุรกิจโทร.มือถือ
กำไรสุทธิของ INTUCH เกิน 90% มาจากส่วนแบ่งกำไรจาก บริษัทร่วมและ ADVANC ดังนั้น หากผลประกอบการบริษัทลูกแห่งนี้ดี ผลงานของ INTUCH ย่อมดีตามอย่างแน่นอน
ทมยันตี คงพูลศิลป์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการกลุ่มนักลงทุนสัมพันธ์ INTUCH กล่าวว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานปีนี้ของบริษัทมีแนวโน้มเป็นบวกตาม ADVANC ที่ปรับประมาณการรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 50% จากปีก่อนที่มีรายได้จากการขาย 7,967 ล้านบาท จากความต้องการซื้ออุปกรณ์สมาร์ตโฟน ปรับเพิ่มรายได้ค่าบริการไม่รวมค่าเชื่อมโยงโครงข่าย (IC) จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 4% จากปีก่อนเป็นเติบโต 89% ผลจากครึ่งปีแรกที่รายได้จากค่าบริการเสียงแข็งแกร่ง นอกจากนั้นยังปรับเพิ่มรายได้จากค่า IC สุทธิเพิ่มขึ้นจาก 300400 ล้านบาทเป็น 400500 ล้านบาท จากค่า IC สุทธิที่ได้จากฮัทช์ ผู้ใช้บริการ เพิ่มขึ้นและค่าเสื่อมราคาลดลง 5% จากปีก่อน เนื่องจากมีการรับรู้ค่าเสื่อมราคาเต็มที่จากสินทรัพย์บางรายการ
นัฐิยา พัวพงศกร ผู้จัดการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ ADVANC ประมาณการว่า สิ้นปีนี้อัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคา (อีบิทดา มาร์จิน) ปีนี้จะอยู่ที่ 45% ลดลงจากปีก่อนที่อยู่ที่ 46-47% โดยครึ่งแรกปีนี้อยู่ที่ 44.9% ทั้งนี้เพราะราคาเครื่องสมาร์ตโฟนที่ขายดี แต่ราคาลดลง แต่คาดว่าเม็ดเงินอีบิทดาทั้งปีจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน เนื่องมาจากรายได้จากค่าบริการและ IC มีมาร์จินที่สูงกว่าได้ปรับขึ้นด้วย
“สาวิตรี” กล่าวว่า รายได้ค่าบริการมีมาร์จินหรืออัตรากำไรสูงถึง 50% เป็นธุรกิจหลักของ ADVANC แต่เครื่องลูกข่ายไม่ใช่ธุรกิจหลัก
ครึ่งแรกปีนี้ ADVANC มีรายได้จากค่าบริการไม่รวม IC 4.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องมาจากรายได้ที่ไม่ใช่เสียงและรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น ในขณะที่อีบิทดา มาร์จิน และอัตรากำไรจากการขายลดลง เพราะขายสมาร์ตโฟนได้จำนวนมากแต่ราคาเครื่องลดลง
“ไตรมาส 2 ปีนี้ไม่ใช่ฤดูกาลรายได้น้อยของบริษัทดังเช่นทุกปีจากรายได้ค่าบริการไม่รวม IC ที่เพิ่มขึ้นถึง 12.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็น 2.4 หมื่นล้านบาท โดยค่าบริการที่ไม่ใช่เสียงเติบโตสูงถึง 29% ส่งผลให้มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 25% เป็น 6,500 ล้านบาท” สาวิตรี กล่าว
สิ้นเดือน มิ.ย. บริษัทมีกระแสเงินสดสูงถึง 2.6 หมื่นล้านบาท โดยปีนี้มีงบลงทุนทั้งหมด 1 หมื่นล้านบาท และภายในสามปีแรกตั้งงบลงทุนในธุรกิจโทร.มือถือ 3จี 5 หมื่นล้านบาท หากเริ่มมีการให้ใบอนุญาต 3จี
บริษัทเพิ่งลงทุนวางระบบ 3จี บนคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าเป็นไปตามกฎหมายสัมปทานระหว่างที่รอใบอนุญาต 3จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์จากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม หรือ กสทช. ที่ยังไม่มีการจัดตั้ง
ด้าน THCOM ผลการดำเนินงานดีขึ้นมากโดยขาดทุนสุทธิเพียง 25 ล้านบาทลดลง 85% จากไตรมาสแรกเนื่องมาจากมีรายได้จากธุรกิจดาวเทียมเพิ่มขึ้น โดยดาวเทียมไทยคม 4 ไอพีสตาร์มียอดขายอุปกรณ์ปลายทางและปริมาณการใช้งานแบนด์วิดท์เพิ่มขึ้นในต่างประเทศทั้ง อินเดีย ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น และเริ่มคิดค่าบริการลูกค้าญี่ปุ่นเต็มที่เป็นไตรมาสแรก หลังจากให้ส่วนลด 50% ในช่วงปีแรกจนสามารถชดเชยรายได้ธุรกิจโทร.มือถือที่ลาวและเขมรที่มีแนวโน้มลดลง
ปัจจุบันอัตราการใช้งานของไอพีสตาร์อยู่ที่ 16% ยังไม่ถึงจุดทำกำไรที่ 20% แต่ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร THCOM คาดว่าสิ้นปีจะเพิ่มมาอยู่ที่ 24% โดยลำพังแค่ธุรกิจนี้ก็ทำกำไรได้แล้ว
THCOM กำลังพิจารณาที่จะปรับปรุงหรือขายกิจการออกไปในธุรกิจโทร.มือถือที่ลาวและเขมร จากสถานการณ์ที่แข่งขันกับผู้ประกอบการโทร.มือถือเวียดนามที่ใช้กลยุทธ์ดัมพ์ราคา โดยจะปรับปรุงเพื่อให้รายได้ต่อเลขหมายสูงขึ้นโดยร่วมมือกับดีลเลอร์ออกแคมเปญดึงลูกค้า และเน้นบริการเดต้า แต่ที่ผ่านมารายได้ต่อเลขหมายลดลงมาหลายไตรมาสต่อเนื่องกัน
“ศุภจี” คาดว่าไตรมาส 4 THCOM จะมีความสามารถในการทำกำไร แต่ไม่ได้ระบุว่าทั้งปีจะมีกำไรหรือไม่
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ได้ปรับประมาณการกำไรสุทธิ INTUCH ในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 2.4 หมื่นล้านบาทในปีนี้ จาก 2 หมื่นล้านบาทในปีก่อน และปีหน้าคาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 2.7 หมื่นล้านบาท อันเนื่องมาจากบริษัทลูกที่มีแนวโน้มดีขึ้นมากโดยเฉพาะ ADVANC
บล.แห่งนี้ให้ราคาที่เหมาะสมหุ้นนี้ 43.60 บาท และยังแนะนำให้ถือรอรับเงินปันผลที่สูงจูงใจโดย INTUCH ประกาศจ่ายปันผลผลประกอบการงวด เม.ย.ส.ค. 2554 ที่หุ้นละ 1.63 บาทขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 22 ส.ค. หรืออัตราผลตอบแทนปันผล 4.1%







