
คลื่นการเมืองซัด อนาคตเอสเอ็มอีป่วน
...ทีมข่าวธุรกิจตลาด
เข้าเดือนก.พ. นอกจากอุณหภูมิการเมืองจะร้อนฉ่าแล้ว ยุทธวิธีที่งัดขึ้นมาใช้เล่นงานฝ่ายตรงข้ามยังโสโครกหนักข้อจนน่าสมเพช
ทำลายบรรยากาศการค้า การลงทุนในบ้านเราที่น่าจะดีวันดีคืนจากภาพรวมเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวอย่างน่าเสียดาย
เวลานี้ ไม่เฉพาะกลุ่มธุรกิจ หรือนักลงทุนรายใหญ่ ทั้งในและนอกประเทศเท่านั้นที่หวั่นไหว และเป็นห่วงต่อสถานการณ์การเมืองว่าจะเป็นตัวฉุดความเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ นอกเหนือจากปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด
กระทั่งรายกลาง รายเล็ก อย่างกลุ่มเอสเอ็มอี ก็ใจเริ่มตุ๊มๆ ต้อมๆ เข้าไปทุกขณะ
ยิ่งใกล้กำหนดวันตัดสินคดียึดทรัพย์ของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทุกคนยิ่งห่วงจะมีเหตุร้ายใดๆ เกิดขึ้นกับประเทศอีกหรือไม่
อีกทั้งเสถียรภาพของรัฐบาลในยามนี้ก็ใช่จะมั่นคง หลังจากพรรคร่วมเสียงแตกจากการแก้รัฐธรรมนูญ
อนาคตของเอสเอ็มอี ณ เวลานี้ ปัจจัยสำคัญจึงเชื่อมโยงกับสถานการณ์การเมืองอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก แซงหน้าปัจจัยต้นทุนอย่างเรื่องน้ำมันแพงไปเรียบร้อย
นับเป็นความยากลำบากอีกปี สำหรับการทำธุรกิจในปีนี้ของกลุ่มเอสเอ็มอี
แม้ในภาพรวมจะถูกมองว่า การเติบโตของธุรกิจกลุ่มเอสเอ็มอีปีนี้จะฟื้นกลับมาเป็นบวกได้ แต่ก็คาดการณ์กันว่า ธุรกิจจะโตได้แค่ประมาณ 3% ในแง่ของรายได้
ในแง่ของการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ประกอบการ คาดว่าจะเพิ่มไม่ถึง 2%
สาเหตุที่ทำให้การเติบโตของเอสเอ็มอีปีนี้ถูกคาดการณ์ว่าไม่หวือหวาเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งก็เป็นด้วยภาวะการแข่งขันในตลาดจะรุนแรงขึ้น จากการเปิดเสรีภายใต้กรอบการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟตา ตลอดจนการเปิดเสรีภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอรายประเทศอีกหลายประเทศ
อย่างไรก็ตาม มองในแง่ดี อย่างน้อยโอกาสที่เอสเอ็มอีจะโตก็ยังมี หากรู้จักปรับตัว และตั้งรับอย่างถูกวิธี เนื่องจากมีหน่วยงานรัฐหลายหน่วยงานกระโดดเข้ามาช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้
แต่ตัวเลขดังกล่าว สรุปแล้วต้องอยู่บนเงื่อนไข การเมืองต้องนิ่ง หรืออย่างน้อยก็ต้องไม่มีเหตุร้ายเหมือนสงกรานต์เลือดในปีที่ผ่านมา
เช่นเดียวกับธุรกิจแฟรนไชส์ ที่คาดการณ์ว่าปีนี้ตลาดในภาพรวมจะโตถึง 15%
เมื่อแยกในส่วนของคนลงทุนซื้อแฟรนไชส์ ปีนี้จะโตร่วม 25% เพราะทิศทางเศรษฐกิจเอื้ออำนวยต่อการขยับตัว เลือกซื้อแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ ส่งผลให้ในส่วนของเจ้าของแฟรนไชส์ รายได้จะเพิ่มขึ้นราว 10%
แม้ธุรกิจแฟรนไชส์ส่วนใหญ่จะเป็นของนักธุรกิจทุนหนา แต่สัญญาณการฟื้นตัวของแฟรนไชส์รายเล็ก โดยเฉพาะแฟรนไชส์สัญชาติไทย ก็มีให้เห็นตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีที่แล้ว
แนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ และคาดหวังกันว่า แฟรนไชส์รายเล็กจะฟื้นตัวเต็มที่หลังไตรมาสแรกของปีนี้เป็นต้นไป
เหตุที่ต้องไปลุ้นหลังไตรมาสแรก เนื่องจากการเจรจาซื้อขายสิทธิกันจนจบกระบวนการ ต้องใช้เวลาร่วมครึ่งปี จึงจะเห็นเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้
แน่นอนว่า ในระหว่างนี้แฟรนไชส์รายใหญ่ได้ทยอยฟื้นตัวไปก่อนแล้ว จากความได้เปรียบในเรื่องของความพร้อมของเงินทุนหมุนเวียน เพราะสามารถขยายสาขาของตัวเองควบคู่ไปกับการหานักลงทุนหน้าใหม่เข้ามาเสริมได้ด้วย
แต่ก็เช่นเดียวกัน อนาคตของธุรกิจแฟรนไชส์รายเล็กที่จะตามรอยการฟื้นตัวเหมือนกลุ่มเอสเอ็มอีนั้น ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข การเมืองในประเทศต้องนิ่งและสงบ
หากบ้านเมืองปั่นป่วนขึ้นมาเมื่อไหร่ บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนในประเทศ ก็จะกลับไปเหมือนช่วงเศรษฐกิจซบเซาอย่างในปีที่ผ่านมา
ทุกคนระมัดระวังการใช้จ่าย เน้นประหยัด เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุเฉพาะหน้าอย่างไร
เฉพาะอย่างยิ่ง บรรยากาศการท่องเที่ยวในประเทศ ที่เป็นรายได้หลักอีกทางของกลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งโดยมากหวังผลค้าขายกับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในไทย ก็จะพลอยกลับไปเงียบเหงา วังเวงอีกเหมือนเดิม
ฉะนั้น อนาคตของกลุ่มเอสเอ็มอีและแฟรนไชส์ในยามนี้ ซึ่งก็หมายรวมถึงบรรดาธุรกิจใหญ่ด้วย หนีไม่พ้นต้องฝากความหวังไปที่รัฐบาลว่าจะสามารถโชว์ฝีมือจัดการกับปัญหาต่างๆ ได้มากน้อยแค่ไหน
หลังจากที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอุตส่าห์อาศัยฝีมือตัวเอง ฝ่าฟันนานาปัญหาเอาตัวรอดมาจากวิกฤตเศรษฐกิจได้แล้ว ถ้าต้องมาเพลี่ยงพล้ำเพราะพิษการเมือง ถือว่าเสียหายขั้นรุนแรง







