
เศรษฐกิจสหรัฐกับความน่าเชื่อถือAA++
เศรษฐกิจสหรัฐซึ่งเพิ่งฟื้นตัวอย่างเปราะบางภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจหนี้ด้อยคุณภาพ (Subprime)
เศรษฐกิจสหรัฐซึ่งเพิ่งฟื้นตัวอย่างเปราะบางภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจหนี้ด้อยคุณภาพ (Subprime)
โดย..ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์
ต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อสถาบัน S&P ได้ประกาศปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2554 ก่อให้เกิดการตื่นตกใจทั่วโลก
แม้สถานการณ์ตื่นตกใจได้ผ่อนคลายลงไปบ้างในช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว แต่สภาพแห่งความกลัวยังคงปกคลุมตลาดเงินและตลาดทุนของโลก
ปัญหาสำคัญที่เผชิญหน้าสหรัฐในปัจจุบัน คือการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับต่ำ ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการว่างงานในระดับสูงได้ ทำให้ระยะที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐต้องกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังแบบขาดดุลงบประมาณจำนวนมาก ทำให้หนี้สาธารณชนเพดาน ที่เดิมกำหนดไว้ที่ระดับ 14.29 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จนรัฐบาลต้องเจรจากับฝ่ายรัฐสภาเพื่อขอขยายเพดาน โดยมีข้อแลกเปลี่ยน คือ จะปรับลดเป้าหมายลดการขาดดุลงบประมาณลง
ภายหลังเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็น 14.58 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ทะลุตัวเลข GDP เมื่อปี 2553 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 14.53 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะเกิน 100% ของ GDP เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2490 เป็นต้นมา
สหรัฐจึงกลายเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์รายใหม่ของชมรมประเทศที่มีอัตราส่วนหนี้สาธารณะเกิน 100% ของ GDP ซึ่งปัจจุบันญี่ปุ่นเป็นประธานชมรมอย่างไม่เป็นทางการ เนื่องจากมีอัตราส่วนหนี้สาธารณะสูงถึง 229%
สำหรับสมาชิกรายอื่นๆ เป็นต้นว่า กรีซ 152% จาเมกา 137% เลบานอน 134% อิตาลี 120% ไอร์แลนด์ 114% ไอซ์แลนด์ 103%
จากนั้นสถาบัน S&P ได้ประกาศเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2554 ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐลงจากระดับ AAA เป็น AA+ พร้อมกับ Negative Outlook ซึ่งหมายความว่ามีแนวโน้มอาจจะปรับลดลงอีกในอนาคต ขณะที่ Moody’s แม้คงระดับอัตราความน่าเชื่อถือที่ระดับ AAA แต่ได้กล่าวเตือนว่า หากสหรัฐต้องการให้ความน่าเชื่อถืออยู่ที่ระดับสูงสุดต่อไปอีกในอนาคต จะต้องลดอัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ลงเหลือไม่เกิน 73% ภายในปี 2558
การลดอันดับความน่าเชื่อลงเหลือ AA+ แม้ความจริงแล้วลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ส่งผลอย่างมากทางจิตวิทยา ก่อให้เกิดการตื่นตกใจไปทั่วโลก เนื่องจากนับเป็นครั้งแรกที่ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐลงจากระดับสูงสุด AAA
ทั้งนี้ นายอลัน กรีนสแปน อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ ก็ได้พยายามจะลดความตื่นตระหนกลง โดยได้ออกมาให้ทัศนะว่าพันธบัตรของสหรัฐยังคงเป็นตราสารที่มีความมั่นคงในการลงทุนสูงมาก มีความเสี่ยงเท่ากับ 0 ที่จะผิดนัดชำระหนี้ เนื่องจากเป็นหนี้ในสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ทำให้สามารถที่จะพิมพ์ธนบัตรเงินเหรียญสหรัฐมากเท่าที่มีความต้องการ เพื่อนำมาชำระหนี้
ขณะที่นายลอร์เรนซ์ ซัมเมอร์ อดีตหัวหน้าคณะที่ปรึกษาเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโอบามา ก็ได้ให้ทัศนะในทำนองเดียวกันว่า การที่สถาบันสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ ไม่ได้มีสาเหตุหลักมาจากการหวั่นวิตกเกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้แต่อย่างใด แต่มาจากความไม่พอใจเกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างรัฐบาลสหรัฐและรัฐสภา ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจต่างหาก
จากการที่เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตในช่วงครึ่งแรกของปีต่ำกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ กล่าวคือ เติบโตเพียง 0.4% ในไตรมาสแรกและเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 1.3% ในไตรมาส 2 ของปี 2554 ดังนั้น ได้คาดหมายว่าในช่วงที่เหลือของปี 2554 คงจะเติบโตในอัตราต่ำเช่นเดียวกัน
ทำให้คณะกรรมการนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Open Market Committee) ในการประชุมเมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2554 ภายหลัง S&P ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือเพียง 4 วัน ได้ลงคะแนนเสียง 7 ต่อ 3 ออกแถลงการณ์ว่า จะดำเนินนโยบายการเงินให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมาก คือ 0–0.25% ต่อไปอีก อย่างน้อยจนถึงกลางปี 2556 ซึ่งช่วยผ่อนคลายความวิตกกังวลของตลาดลงไปได้มาก
แม้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐในอนาคตจะเติบโตในอัตราลดต่ำลงบ้าง แต่น่าจะยังคงเป็นอัตราบวก เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันดีกว่าในช่วงเกิดวิกฤตซับไพรม์ครั้งที่แล้วมาก ทั้งในแง่สถาบันการเงินมีความมั่นคงมากขึ้น ภาคธุรกิจมีผลกำไรมากเป็นประวัติการณ์ ฯลฯ
แต่ยังมีบางสำนักได้มองในแง่ร้ายว่า เศรษฐกิจสหรัฐอาจจะก้าวเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งหนึ่ง และวิกฤตครั้งใหม่นี้น่าจะรุนแรงกว่าครั้งที่แล้ว เนื่องจากทางการสหรัฐได้ใช้เครื่องมือทางการเงินและการคลังไปหมดแล้วในขณะนี้ คงยากที่จะหามาตรการเพิ่มเติมที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างสัมฤทธิผล







