
ผอ.คนแรก สุรางคณา สร้างความร่วมมือพัฒนา อีทรานแวกชัน
ก่อตั้งจนเป็นรูปเป็นร่างไปเมื่อ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา สำหรับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ สพธอ.
ก่อตั้งจนเป็นรูปเป็นร่างไปเมื่อ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา สำหรับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ สพธอ.
โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
ก่อตั้งจนเป็นรูปเป็นร่างไปเมื่อ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา สำหรับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ สพธอ. อีกหนึ่งองค์การมหาชนภายใต้สังกัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที ที่ต้องมาผลักดันและส่งเสริมงานด้านธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งทุกอย่างเริ่มต้นจากศูนย์ เลยเป็นงานใหญ่ที่ต้องวางทั้งนโยบาย กลยุทธ์ และกำลังคนกันใหม่
ภารกิจดังกล่าว ทำให้ สุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการคนแรก สพธอ. ได้รับการจับตาไม่น้อย ยิ่งการเป็นองค์การมหาชนแห่งที่ 3 ของกระทรวงไอซีที ความคาดหวังที่จะได้เห็นผลงานที่เป็นรูปธรรมน่าจะเข้มข้นอย่างยิ่ง
“การส่งเสริมต้องทำทั้งภาคเอกชน เพื่อให้มีการเติบโตทางมูลค่า และภาครัฐเพื่อให้เกิดบริการที่มีประสิทธิภาพ แต่หลายปีที่ผ่านมาที่ไม่เติบโต เพราะขาดความเชื่อมั่นในระบบ ไม่มีมาตรฐานกลางที่ชัดเจน และหากมีปัญหาขึ้นมา ไม่มีที่พึ่ง ทั้งหมดนี้คือหน้าที่แบบกว้างๆ ของ สพธอ.” สุรางคณา กล่าว
สำหรับในเรื่องการกำหนดมาตรฐาน เป็นเรื่องที่ต้องกำหนดให้เป็นลักษณะเดียวกันทั้งหมด โดยเฉพาะการใช้งานระบบ เนชันแนล ซิงเกิล วินโดวส์ เพื่อให้ข้อมูลและข้อความบนเอกสารอิเล็กทรอนิกส์เหมือนกันทั้งหมด ซึ่งต้องสอดคล้องกับระบบที่สากลประเทศใช้งานด้วย ต้องมีการพัฒนาระบบไอทีให้รองรับ เพราะเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงการเปิดการค้าเสรี หากทำได้การซื้อขายระหว่างประเทศจะรวดเร็วและสะดวกขึ้นมาก โดยประเด็นนี้ยังเชื่อมโยงถึงเรื่องกฎหมายที่มีอยู่หลายฉบับ และต้องมีการทบทวนเพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือ การเคลียริงเช็ก ที่ใช้เวลา 3 วันสำหรับต่างธนาคาร และ 15 วันสำหรับต่างจังหวัด มีผลกระทบต่อธุรกิจ เงินทุน และดอกเบี้ย เพราะทำให้เงินไหลช้า ถ้าทำได้ภายในวันเดียวได้จะเอื้อประโยชน์มาก ซึ่ง สพธอ.ได้เข้าไปช่วยเหลือธนาคารแห่งประเทศไทยในการกำหนดมาตรฐานทางเทคนิคให้ธนาคารพาณิชย์ใช้เหมือนกัน คาดว่าจะเริ่มต้นในปีนี้
ประเด็นเรื่องธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในภาคเอกชน มูลค่าเงินหมุนเวียนปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 5 แสนล้านบาท เกิดจากคนไทยที่เล่นอินเทอร์เน็ตประมาณ 30% ของประชากรเท่านั้น เทียบกับเกาหลีใต้ที่มีประชากรเล่นอินเทอร์เน็ต 80% มีมูลค่าเงินหมุนเวียนเป็นล้านล้านบาท ดังนั้นถ้าผลักดันให้มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น พร้อมกับสร้างความเชื่อมั่น โอกาสเกิดธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ก็มีมากขึ้น โอกาสที่มูลค่าเงินหมุนเวียนก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยในปีนี้ตั้งเป้าการเติบโตเบื้องต้น 10% โดยเน้นที่ผู้ประกอบการส่งออก เพราะเป็นกลุ่มที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ และเพื่อให้สอดคล้องกับการกำหนดมาตรฐานเนชันแนล ซิงเกิล วินโดวส์ ที่เกี่ยวพันถึงการเปิดการค้าเสรีในอนาคต
อีกส่วนหนึ่งคือ เรื่องความเชื่อมั่น สพธอ.ต้องสร้างความร่วมมือกับสมาคมและชมรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กระตุ้นให้เกิดการสร้างระบบควบคุมดูแลกันเอง พร้อมทั้งสร้างระบบการรับรองเว็บไซต์ เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ ในส่วนของภาครัฐจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนหันมาใช้บริการของรัฐมากขึ้น โดยต้องมีมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัย ซึ่ง สธพอ.ได้รับงานจาก ไทยเซิร์ท (ThaiCert) ซึ่งมีเครือข่ายทั่วโลกในการแจ้งภัยทางคอมพิวเตอร์ โดยจะมีการแจ้งข้อมูลไปยังหน่วยงานต่างๆ เช่น ธนาคาร องค์กรหรือสถาบันการเงิน และหน่วยงานต่างๆ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงต้องมีการตรวจพิสูจน์หลักฐานทางคอมพิวเตอร์ย้อนหลัง เป็นงานด้านสืบสวนสอบสวนด้วยเช่นกัน
“ไทยเซิร์ทจะมีการกระจายข้อมูลกันทั่วโลกเพื่อระวังป้องกันและแก้ปัญหาภัยทางคอมพิวเตอร์ การทำงานเป็นเครือข่ายมีความสำคัญมาก เบื้องต้นได้แจ้งข้อมูลไปยังองค์กรเพื่อรับมือ เนื่องจากเป็นเป้าหมายและเกิดความเสียหายได้ง่าย ยอมรับว่าเป็นงานที่ยาก ลึกและลับ แต่ต่อไปต้องลงลึกถึงระดับประชาชน ต้องรู้ว่ามีภัยอะไรบ้าง และควรจัดการอย่างไร” สุรางคณา กล่าว
งานดังกล่าวจะช่วยตอบโจทย์ปัญหา ในส่วนของประชาชนที่ไม่กล้าใช้ ไม่กล้าจ่ายเงินทางออนไลน์ ให้มีการใช้มากขึ้น ซึ่งยังมีเรื่องของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ถือเป็นการสร้างมาตรฐานในการนำข้อมูลของประชาชนไปใช้ ทั้งหมดคือภารกิจในเบื้องต้นที่ สพธอ.ต้องเร่งดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพราะต่อให้ส่งเสริมสนับสนุนด้านผู้ประกอบการมากเพียงใด แต่ถ้าผู้บริโภคไม่มีความเชื่อมั่น ไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้น ทุกอย่างก็ไม่เกิด ถือเป็นการสร้างกลไกที่ผู้บริโภคจะได้รับความคุ้มครอง
สุรางคณา กล่าวต่อไปว่า ภายในเดือน ต.ค.นี้ ตัวหน่วยงาน สพธอ.น่าจะเข้าที่เข้าทางมากขึ้น ทั้งด้านการสร้างคนในองค์กร สร้างโครงสร้างพื้นฐานภายในองค์กร และต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เกิดขึ้น ประโยชน์ของการเริ่มต้นใหม่ ทำให้สามารถตั้งทุกอย่างได้ใหม่โดยต้องยึดติดกับภาพเดิมๆ ยิ่งในช่วงที่มีรัฐบาลใหม่ ยิ่งต้องตอบโจทย์ให้มากขึ้นด้วย เพราะต้องสนองนโยบายของรัฐ แต่เชื่อว่าไม่มีปัญหาแน่นอน เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบไอทีเพื่อยกระดับประเทศให้สามารถแข่งขันได้
แน่นอนว่า การทำงานของ สพธอ.เน้นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ให้มีการเติบโตในทุกมิติ ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่สามารถทำคนเดียวองค์กรเดียวได้ แต่ต้องอาศัยเครือข่ายความร่วมมือ ต้องมีทั้งภาคเอกชนที่จะผลักดันสินค้าและบริการ ภาคการศึกษาในการให้ความรู้ความเข้าใจ ภาครัฐในการสร้างสรรค์บริการสู่ประชาชน หน่วยงานระดับโลกในการสร้างมาตรฐานกลางของระบบ และสุดท้ายคือ ภาคประชาชน เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น เป็นการร่วมกันทำ ร่วมกันสร้าง ให้เกิดความแข็งแกร่งยิ่งกว่า
ต้องบอกว่า ภารกิจของผู้อำนวยการ สธพอ.คนแรก ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งยังต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย การจะผลักดันให้เกิดการเติบโตจะเป็นจริงได้มากน้อยเพียงใด คงต้องมาจับตาดูกัน







