
กำไรบจ.โผล่ 5 หมื่นล้านหลังภาษีลด
นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนคาด บจ.จะมีกำไรเพิ่มขึ้นประมาณ 45 หมื่นล้านบาท หลังจ่ายภาษีลดลง 8%
นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนคาด บจ.จะมีกำไรเพิ่มขึ้นประมาณ 45 หมื่นล้านบาท หลังจ่ายภาษีลดลง 8%
แนะนักลงทุนปรับแผนลงทุน ด้าน บล.ทิสโก้ คาดบริษัทหลายแห่งไม่ได้ประโยชน์ภาษีนิติบุคคลลดลง
นายชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู (BANPU) นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียน เปิดเผยว่า กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จะเพิ่มขึ้นประมาณ 45 หมื่นล้านบาท หากรัฐบาลมีการใช้นโยบายลดอัตราภาษีนิติบุคคลจากปัจจุบัน 30% เหลือ 23% ได้จริง โดยกำไรที่เพิ่มขึ้นเทียบจากสัดส่วนราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) กว่า 13 เท่า และมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ที่ 78 ล้านล้านบาท
สำหรับนักลงทุนควรเตรียมตัวปรับแผนการลงทุนได้ เพราะโดยรวมกำไร บจ.แต่ละแห่งมีโอกาสที่จะปรับขึ้นได้ ยกเว้นในกรณีที่ปัจจัยพื้นฐานของ บจ.จะมีการเปลี่ยนแปลงเอง ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณารายละเอียดให้ดี
ขณะที่การเตรียมตัวของผู้ประกอบการนั้น เชื่อว่าภาคธุรกิจได้มีการรับมืออยู่แล้ว ไม่ว่านโยบายทางการจะมีความชัดเจนว่าจะลดภาษีนิติบุคคลหรือไม่ เนื่องจากปกติภาคเอกชนจะมีความยืดหยุ่นในการปรับแผนงาน ซึ่งถ้าหากมีการลดภาษีจริงก็จะทำให้บริษัทแต่ละแห่งมีกำไรที่มากขึ้น และเป็นหนทางที่ดี เพราะจะทำให้ผู้บริหารพิจารณานำกำไรส่วนนี้ไปวางแผนการขยายงานและการลงทุนต่อ เพื่อให้ทำให้ผลประกอบการที่มากขึ้น
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ ระบุว่า จากการประเมินกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ภายใต้การวิเคราะห์ของ บล.ทิสโก้ จำนวน 60 บริษัท พบว่าการลดอัตราภาษีนิติบุคคลจากปัจจุบัน 30% เป็น 20% ตามลำดับ ส่งผลให้กลุ่มที่จะได้ประโยชน์สูง คือ กลุ่มธนาคารพาณิชย์และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากมีอัตราภาษีจ่ายที่แท้จริงอยู่ในระดับสูง ดังนั้นเมื่อหักผลเชิงลบจากการขึ้นค่าแรงงานและเงินเดือนแล้วมองว่าน่าจะยังทำให้กำไรโดยรวมของบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นประมาณ 5% +/
ทั้งนี้ บริษัทเสียอัตราภาษีนิติบุคลในระดับต่ำอยู่แล้ว เช่น บริษัทที่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI อาทิ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมจะไม่ได้ประโยชน์จากการลดอัตราภาษีนิติบุคคล ดังนั้นแนวโน้มกำไรของบริษัทเหล่านี้จึงมีแต่เสมอตัวกับแย่ลงกว่าเดิมเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม แม้นโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน และเพิ่มเงินเดือนวุฒิปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน จะมีผลให้กำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนและค่าใช้จ่ายพนักงาน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น อาทิ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มรับเหมาก่อสร้างและกลุ่มเกษตรอาหาร แต่จะได้รับการชดเชยด้วยนโยบายการลดอัตราภาษีนิติบุคคล







