
ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคก.ค.พุ่งสุดรอบ6ปี
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคพุ่งสูงสุดในรอบ 6 ปี รับขวัญรัฐบาลใหม่เหตุประชาชนชื่อมั่นในนโยบาย
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคพุ่งสูงสุดในรอบ 6 ปี รับขวัญรัฐบาลใหม่เหตุประชาชนชื่อมั่นในนโยบาย
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ค.2554 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 84.1 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 นับตั้งแต่เดือนพ.ค.ที่ค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 80.4 ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบ 64 เดือน หรือ 6 ปี ตั้งแต่เดือนมี.ค. 2549 ซึ่งเป็นช่วงก่อนจะยุบสภา และค่าดัชนีอยู่ในระดับสูงเท่ากับในช่วงปี 2544 ที่พรรคไทยรักไทยเข้ามาเป็นรัฐบาล
ทั้งนี้ เป็นผลมาจากประชาชนมีความหวังมากต่อรัฐบาลชุดใหม่ และนโยบายใหม่ โดยคิดว่ารัฐบาลจะเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปตามที่คาด ซึ่งจะส่งผลต่อกำลังซื้อและการลงทุนให้ปรับตัวดีขึ้นภายใน 6 เดือน สะท้อนจากค่าดัชนีความเชื่อมั่นต่อเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมที่ในเดือนนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 74.4 จาก 72.3 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคตค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 90.2 จาก 87.4 และค่าดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการทำงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 74.9 จาก 72.9
ขณะที่ดัชนีความเหมาะสมในการซื้อรถคันใหม่ปรับตัวดีขึ้นอยู่ที่ระดับ 109.8 จาก 105.4 เนื่องจากผู้บริโภคเห็นว่าในปัจจุบันเป็นช่วงเวลาเหมะสมที่จะซื้อรถคันใหม่ และค่าดัชนีความเหมาะสมในการซื้อบ้านหลังใหม่ก็ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 87.2 จาก 82.9 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนเริ่มจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น มีการซื้อสินค้าคงทนถาวร เพราะมีความมั่นใจต่อเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองปรับตัวสูงขึ้นมาจาก 60.8 มาอยู่ที่ 68.3 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8 จุด ซึ่งในอดีตไม่ค่อยจะเกิดขึ้นมากนัก เพราะประชาชนเห็นว่าในปัจจุบันสถานการณ์ทางการเมืองอยู่ในระดับดี มีเสถียรภาพ จึงเป็นแรงขับเคลื่อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคให้สูงขึ้น
อย่างไรก็ดี ในสถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีปัญหาค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นมาบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอยู่ โดยดัชนีภาวะค่าครองชีพอยู่ที่ระดับ 58.6 แม้ว่าจะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่อยู่ที่ระดับ 54.4 แต่ยังอยู่ในระดับที่ต่ำ แสดงว่าค่าครองชีพยังอยู่ในระดับที่สูงในมุมมองของผู้บริโภค และอาจบั่นทอนอำนาจซื้อของประชาชนลงได้ในอนาคต
ขณะเดียวกันปัญหาเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้จะเป็นตัวบั่นทอน และกระทบมาถึงเศรษฐกิจไทย เพราะทั้งสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป เป็นตลาดที่ซื้อสินค้าของไทยกว่า 20% และเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทยกว่า 25% ปัญหาความอ่อนแอของพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ จะสร้างความผันผวนต่อระบบเศรษฐกิจโลก ไทยจึงต้องเตรียมตัวรองรับปัญหาดังกล่าวด้วย
“ในช่วงไตรมาส 4 เชื่อว่าการบริโภคและการลงทุนจะฟื้นตัว เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ที่ระดับ 4-5% โดยจะต้องดูจากค่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนหน้าจะเป็นตัวตัดสินว่าผู้บริโภคยังคงเชื่อมั่นในรัฐบาลใหม่หรือไม่ รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจโลกจะเข้ามามีผลต่อความเชื่อมั่นหรือเปล่า” นายธนวรรธน์ กล่าว







