
หุ้นเสี่ยงแนะเล่นสั้น
เน้นหุ้นแบงก์กลุ่มปัจจัย4เลี่ยงส่งออก-พลังงาน-รับเหมา
เน้นหุ้นแบงก์กลุ่มปัจจัย4เลี่ยงส่งออก-พลังงาน-รับเหมา
หุ้นยังเสี่ยงสูง แนะกลยุทธ์เล่นสั้นฟันกำไร เน้นหุ้นปลอดภัยกลุ่มธนาคาร อาหาร ค้าปลีก หนีหุ้นพลังงาน ส่งออก
นักลงทุนต่างชาติถล่มไทย 1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นการขายตราสารหนี้ จำนวน 4,079 ล้านบาท และกระหน่ำทิ้งหุ้นถึง 6,082 ล้านบาท กดดัชนีหุ้นลงไปลึกที่สุด 46.89 จุด ก่อนมีแรงไล่ซื้อธนาคารพาณิชย์ กระชากดัชนีให้กระเตื้องขึ้นปิดที่ระดับ 1,093.38 จุด ติดลบ 30.63 จุด คิดเป็น 2.73% ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายหนาแน่นถึง 67,282 ล้านบาท
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยที่ลดลง 2.73% เป็นการปรับตัวตามตลาดหุ้นทั่วโลกที่มีการลดลงระหว่าง 15% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการคาดการณ์ที่ชัดเจนขึ้นถึงภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐอเมริกาและปัญหาหนี้ในยุโรป ซึ่งเชื่อว่าปัญหายังมีผลต่อภาวะการลงทุนทั่วโลกไปอีกระยะหนึ่ง
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) และนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ กล่าวว่า ดัชนีหุ้นที่ลดลงเป็นโอกาสซื้อหุ้น แต่จะต้องทยอยซื้อ และต้องไม่ลงทุนยาว เพราะภาวะตลาดอย่างนี้ไม่เหมาะลงทุนยาว และจะต้องเพิ่มความระมัดระวังการลงทุน
น.ส.มยุรี โชวิกรานต์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ในช่วง 3 วันทำการ (59 ส.ค.) คาดว่าต่างชาติอาจเทขายหุ้นไทยประมาณ 1 หมื่นล้านบาท แต่ก็มีแรงซื้อในประเทศร่วม 3 หมื่นล้านบาทมารองรับ เพราะที่ผ่านมาสถาบันขายออกจำนวน 2.2 หมื่นล้านบาท และรายย่อยขายจำนวน 7,000 ล้านบาท
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวลดลงอีกไม่มาก มีแนวรับที่แข็งแกร่งบริเวณ 1,050 จุด และจะเริ่มฟื้นตัวหากในการหารือของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 9 ส.ค.นี้ และมีความชัดเจนเรื่องมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบที่ 3 ซึ่งคาดว่าจะมีวงเงิน 23 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ปัจจุบัน กิมเอ็ง ยังคงให้เป้าหมายดัชนีปลายปีที่ 1,234 จุด ดังนั้นช่วงที่ตลาดลงแรง แนะนำให้ทยอยเก็บหุ้นที่พึ่งพาการบริโภคในประเทศ เช่น กลุ่มธนาคาร ค้าปลีก สื่อสิ่งพิมพ์ และหลีกเลี่ยงหุ้นส่งออก โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์
ทั้งนี้ กลุ่มรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ควรชะลอลงทุน เนื่องจากราคาเพิ่มขึ้นมากแล้ว และบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) กับบริษัท ช.การช่าง (CK) อาจจะต้องเพิ่มทุน
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า หุ้นที่ทรุดลงแรงจากความตื่นตระหนก (แพนิกเซลส์) จึงเป็นโอกาสดีในการเข้าลงทุน คาดว่ามีแนวรับที่บริเวณ 1,0401,050 จุด
“หุ้นที่ควรเข้าซื้อคือหุ้นที่ได้รับผลดีจากนโยบายรัฐ เช่น กลุ่มธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มสื่อสาร ส่วนกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยง คือ หุ้นส่งออก รับเหมาฯ และให้ชะลอลงทุนกลุ่มพลังงาน” นายเทิดศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้ บทวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้นักลงทุนสะสมหุ้นในช่วงที่ดัชนีตกต่ำ โดยเน้นหุ้นเกี่ยวเนื่องกับปัจจัย 4 ด้าน เช่น BIGC, CPALL, CPN, BBL, KTB, TCAP, PS, SPALI, STEC, TUF, CPF, STANLY และ AH
ด้านตลาดหลักทรัพย์และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เตือนให้ผู้ถือหุ้นบริษัท จีสตีล (GSTEEL) และบริษัท จีเจสตีล (GJS) ให้ศึกษาข้อมูลและตัดสินใจอย่างรอบคอบในการใช้สิทธิออกเสียงในวาระการทำรายการที่เกี่ยวโยงกันกับอาร์เซลอร์ มิตตัล (AM) และวาระการทำรายการที่เกี่ยวโยงกันในการประชุมผู้ถือหุ้นวันที่ 15 ส.ค.นี้
บริษัท ลิฟวิ่งแลนด์ แคปปิตอล (LL) มีการซื้อขายหุ้นบิ๊กล็อต ของผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ราย จำนวน 100 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 0.50 บาท รวมเป็นเงิน 50 ล้านบาท







