
แกะรอยราคาน้ำมันดิบ..ในตลาดโลก
ในครั้งที่แล้ว “นัดพบอนุพันธ์” ได้นำปัจจัยที่กำหนดราคาน้ำมันดิบมาเล่าให้ฟังกันไปแล้ว
ในครั้งที่แล้ว “นัดพบอนุพันธ์” ได้นำปัจจัยที่กำหนดราคาน้ำมันดิบมาเล่าให้ฟังกันไปแล้ว
ในสัปดาห์นี้เราจะมาย้อนรอยการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำมันมีความผันผวน และส่งผลให้การลงทุนในน้ำมันในปัจจุบันได้รับความนิยมอย่างมากกันครับ
เราสามารถแบ่งการเคลื่อนไหวของน้ำมันดิบในอดีตออกเป็น 3 ช่วงด้วยกัน คือ ช่วงที่ 1 ตั้งแต่ปี 2543 ถึงกลางปี 2551 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ช่วงที่ 2 ตั้งแต่กลางปี 2551 ถึงต้นปี 2552 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง และช่วงที่ 3 ตั้งแต่ต้นปี 2552 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง โดยแต่ละช่วงมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้ครับ
ในช่วงแรก (ปี 2543 – กลางปี 2551) ราคาน้ำมันดิบช่วงเริ่มต้นอยู่ที่ระดับไม่เกิน 40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จนกระทั่งปี 2547 ราคาน้ำมันดิบเริ่มปรับตัวสูงอย่างต่อเนื่อง อันเนื่องมาจากความต้องการใช้น้ำมันได้เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในประเทศจีนและอินเดีย ซึ่งมีความต้องการใช้น้ำมันดิบรวมกันมากถึง 2 ใน 3 ของความต้องการใช้น้ำมันดิบโลก ในขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศ OPEC มีการควบคุมกำลังการผลิต ประกอบกับน้ำมันที่ผลิตได้ในช่วงนี้มีสารปนเปื้อนซัลเฟอร์สูง ทำให้เกิดความกังวลว่าปริมาณน้ำมันดิบอาจจะไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น กองทัพสหรัฐอเมริกาบุกอิรัก เหตุก่อการร้ายในไนจีเรีย และพายุเฮอริเคนในแถบอ่าวเม็กซิโก เหตุการณ์เหล่านี้ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นจนไปแตะระดับสูงสุดที่ประมาณ 145 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในปี 2551
ในช่วงที่ 2 (กลางปี 2551 ต้นปี 2552) เป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญกับวิกฤตทางด้านการเงิน โดยบริษัท Lehman Brothers ประสบปัญหาทางการเงินจนต้องประกาศล้มละลาย เหตุการณ์นี้ได้ส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินอื่นๆ เป็นจำนวนมาก และทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ยุโรป และตะวันออกกลางเข้าสู่ภาวะถดถอย อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ติดลบนี้ ได้ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันดิบลดลง ในขณะที่กำลังการผลิตน้ำมันดิบไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบร่วงลงมาอยู่ที่ 40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 6 เดือน
ในช่วงที่ 3 (ต้นปี 2552 จนถึงปัจจุบัน) เป็นช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจเริ่มกระเตื้องขึ้น ในขณะที่กำลังการผลิตน้ำมันตึงตัวจากเหตุความไม่สงบในประเทศอียิปต์และประเทศใกล้เคียง เช่น เยเมน ไนจีเรีย ซีเรีย และลิเบีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบที่มีคุณภาพดี ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มมากขึ้นจนทะลุ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อีกครั้งหนึ่ง
จะเห็นว่าราคาน้ำมันดิบในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีความผันผวนเป็นอย่างมาก และความผันผวนนี้เองที่ทำให้ผู้ประกอบการมีความเสี่ยงด้านต้นทุนด้านพลังงานมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ราคาที่ผันผวนนี้ก็สร้างโอกาสในการทำกำไรจากราคาน้ำมันให้กับผู้ลงทุนได้อย่างมาก ดังจะเห็นจากการที่ Hedger และ NonCommercial Hedger เข้ามาซื้อขาย Oil futures ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปมากขึ้นและทำให้ผู้กำกับดูแลต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิด ในครั้งหน้า เราจะมาพูดกันถึงเรื่องของผลกระทบของราคาน้ำมันดิบกับเศรษฐกิจไทยครับ







