
ประกันขอลดภาษีเพิ่ม3.5แสน
ชงเรื่องเสนอรมว.คลังคนใหม่เพิ่มสิทธิลูกค้ารวม6.5แสนบ.
ชงเรื่องเสนอรมว.คลังคนใหม่เพิ่มสิทธิลูกค้ารวม6.5แสนบ.
สมาคมประกันชีวิตชงเรื่องรอ รมต.คลังคนใหม่ เพิ่มสิทธิลดหย่อนภาษีอีก 3.5 แสนบาท
นายสุทธิ รจิตรังสรรค์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ทางสมาคมฯ ได้เตรียมเรื่องที่จะเสนอให้กับรัฐมนตรีกระทรวงการคลังคนใหม่พิจารณา โดยเฉพาะประเด็นด้านภาษี ประกอบด้วย การจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของธุรกิจประกันชีวิต ขอให้ผู้ที่ซื้อประกันชีวิตควบการลงทุนสามารถได้สิทธิค่าลดหย่อนภาษีเงินได้ในวงเงินไม่เกิน 3 แสนบาทต่อคนต่อปี และให้ผู้ที่ซื้อเบี้ยประกันสุขภาพ เบี้ยประกันอุบัติเหตุ (พีเอ) และการประกันอุบัติภัยต่างๆ ได้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้วงเงินไม่เกิน 5 หมื่นบาทต่อคนต่อปีด้วย
ทั้งนี้ นอกเหนือจากเบี้ยประกันชีวิตเดิมที่ได้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ 1 แสนบาท และประกันชีวิตแบบบำนาญที่ลดหย่อนภาษีเงินได้ 2 แสนบาท ขณะเดียวกันขอให้เบี้ยประกันชีวิตกลุ่มสำหรับความคุ้มครองการเสียชีวิตของลูกจ้างที่นายจ้างเป็นผู้จ่ายค่าเบี้ยเพื่อเป็นสวัสดิการนั้น ไม่ต้องนำเบี้ยดังกล่าวมารวมคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีของลูกจ้าง
นายสุทธิ กล่าวว่า ยังเสนอขอให้มีการคำนวณเงินสำรองประกันชีวิตตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) แทนเกณฑ์การคำนวณของกรมสรรพากร ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตอีกหลายชนิดออกสู่ตลาดมากยิ่งขึ้น รวมทั้งจะส่งผลดีต่อเนื่องกับตลาดทุนไทยในแง่ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันชีวิต
นอกจากนี้ ยังขอให้ธุรกิจประกันชีวิตได้รับสิทธิจากการปรับลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับรายรับจากดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่ได้จากตราสารหนี้ หรือกำไรก่อนหักรายจ่ายจากการซื้อขายตราสารหนี้ที่จัดเก็บในอัตรา 0.01% เช่นเดียวกับธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินอื่นๆ โดยขอให้ธุรกิจประกันชีวิตเข้ารวมอยู่ในคำจำกัดความของคำว่า “สถาบันการเงิน” เพราะปัจจุบันธุรกิจประกันชีวิตถูกจัดเก็บในอัตราที่สูงกว่านี้
ส่วนเรื่องภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ขอให้นิติบุคคลที่กู้ยืมเงินจากธุรกิจประกันชีวิตได้รับสิทธิยกเว้นหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้พึงประเมินเช่นเดียวกับการกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์
“การเสนอขอภาษีครั้งนี้หากได้รับการอนุมัติก็จะทำให้ภาคธุรกิจประกันชีวิตมีการเติบโตเพิ่มและทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์ด้วย และไม่เป็นภาระของรัฐบาลเนื่องจากประชาชนดูแลตัวเองได้นอกจากนี้ก็จะทำให้ภาครัฐได้รับเงินลงทุนจากภาคธุรกิจประกันชีวิตมากขึ้นเพราะปัจจุบัน ธุรกิจประกันชีวิต มีทรัพย์สินลงทุนอยู่ 1.1 ล้านล้านบาทและมีเงินฝากรวมกันถึง 10 ล้านล้านบาท” นายสุทธิ กล่าวว่า







