
SRO องค์กรกำกับดูแลตัวเอง
ธรรมเนียมการขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ ของประเทศไทย มักอาศัย “ภาครัฐ” เป็น “ผู้ออกหน้า”
ธรรมเนียมการขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ ของประเทศไทย มักอาศัย “ภาครัฐ” เป็น “ผู้ออกหน้า”
โดย.เอกชัย นิตยาเกาตรวัฒน์
หรือผู้นำในการขับเคลื่อน แล้วให้ภาคเอกชนเป็นผู้ตาม ในขณะที่ภาครัฐเองก็มักมีปัญหาในตัวเอง ที่ใหญ่ๆ คือเรื่องไร้ประสิทธิภาพและเรื่องคอร์รัปชัน
แต่ก็แปลกที่เอกชนมักคอยการสนับสนุนจากภาครัฐ ในขณะเดียวกันก็มักตำหนิติเตียนในเรื่องความล่าช้าและความไม่โปร่งใส จนมีเอกชนบางรายประกาศว่า “ถ้ารัฐบาล (ที่กำกับดูแลโดยนักการเมือง) ไม่มายุ่ง ภาคเอกชนไปไกลกว่านี้” แต่ก็ยังไม่วายที่ในวงเสวนา (ของภาคเอกชน) ต่างๆ ก็ยังเรียกร้อง “ความเป็นผู้นำ” จากภาครัฐ
ความยุ่งยากจากการกำกับดูแลจากภาครัฐถูกมองว่าเป็น “ตัวถ่วงความเจริญ” ของประเทศ ทั้งนี้จากกฎระเบียบที่เข้มงวดและหยุมหยิม ซึ่งเป็น “ช่อง” ให้นักการเมืองและข้าราชการที่ฉ้อฉลได้หาโอกาสกอบโกยผลประโยชน์เข้าตัว โดยการเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้องที่สนับสนุนและแบ่งปันผลประโยชน์เฉพาะในกลุ่ม
แต่จะไม่กำกับดูแลเลยก็ไม่ได้ เพราะผู้รับบริการหรือผู้ที่ถูกกระทบเป็นประชาชนตาดำๆ ที่ยังหวังการบริการอย่างเท่าเทียมกันจากกลไกต่างๆ ทางเศรษฐกิจและสังคม
และเมื่อเศรษฐกิจขยายตัวมากขึ้น ผู้รับบริการมากขึ้น ถ้าไม่มีการกำกับดูแลจะเกิดปรากฏการณ์ “แท็กซี่ป้ายดำ” ที่จ้องหาเหยื่อหรือผู้รับบริการที่อาจ “ไม่ประสีประสา” หรืออาจ “ด้อยโอกาส”ในการรับบริการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ซึ่งมักจะมี “ราคา”สูงกว่าผู้ให้บริการ “เถื่อน”
ผลก็คือความเป็นไปได้ที่อาจถูกหลอกลวงให้ได้รับการบริการที่ไม่มีคุณภาพ และที่แย่กว่านั้นอาจถูกพาไป “ปลดทรัพย์” หรือแม้กระทั่ง “ถูกฆ่า” ทำให้เกิดความเสียหายใน “ภาพรวม”
ดังนั้น กลไกการกำกับดูแลจำเป็นต้องมี แต่ถ้าให้ภาครัฐเป็นผู้กำกับดูแล “ทุกอย่าง” คงไม่ได้การเพราะนอกจากปัญหา “เกียร์ว่างและคอร์รัปชัน” ดังที่กล่าวข้างต้น ความรู้ความเข้าใจในกิจการที่ดูแลอาจสู้ภาคเอกชนไม่ได้ เพราะเขา “อยู่ในวงการ” และต้องทำมาหากินกับธุรกิจของตัว
การจัดสรรหน้าที่กำกับดูแลบางส่วนไปยัง “สมาคม” ที่จัดตั้งโดยผู้ประกอบการทางธุรกิจ และเป็นเครือข่ายหรือที่รวมของผู้ประกอบการเหล่านั้น ซึ่งเป็นแนวทางสากลที่เรียกว่า “องค์กรกำกับดูแลตัวเอง” หรือ SelfRegulatory Organization (SRO) และจะเป็นทางออกของกระบวนการกำกับดูแลที่เป็นความร่วมมือของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
SRO เป็นองค์กรที่ถูกมอบหมายให้กำกับดูแลกฎระเบียบ “ในระดับหนึ่ง” ของธุรกิจหรือวิชาชีพ ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของ “สภา” หรือ “สมาคม” วิชาชีพที่มีหน้าที่ดูแลมาตรฐานด้านคุณภาพและด้านจรรยาบรรณของผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิก ตลอดจนควบคุมคุณสมบัติของเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ เป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการดูแลกันเองผ่านทางสภา หรือสมาคมทางวิชาชีพนั้นๆ
ตัวอย่างเช่น ถ้าใครทำ “ผิดกติกา” ที่สมาคมวางไว้ จะถูก“ขับ” ออกจากสมาชิกภาพ ทำให้ไม่สามารถประกอบวิชาชีพนั้นหรือถูกจำกัดกิจกรรมบางอย่างที่กฎหมายได้ให้อำนาจกับสภา หรือสมาคมวิชาชีพนั้นๆ
ถ้ามีโอกาสจะขอเขียนยาวๆ และยกตัวอย่างตลอดจนงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ วันนี้คงมีเนื้อที่เพียงยกตัวอย่างในแวดวงตลาดทุนไทยที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. มีนโยบายสนับสนุนให้สมาคมที่เป็นตัวแทนของผู้ประกอบการทางธุรกิจตลาดทุนจัดตั้ง SRO เพื่อจะได้จัดสรรอำนาจการกำกับดูแลบางส่วนให้กับสมาคมที่เกี่ยวข้อง เช่น อำนาจในการควบคุมและกำหนดคุณสมบัติของสมาชิก แต่มีข้อถกเถียงในแนวนโยบายที่จะให้มี SRO เพียงแห่งเดียว ในขณะที่วงการนี้มีอย่างน้อย 3 สมาคมที่มีความพร้อมที่จะเป็น SRO และมีภาระหน้าที่ในการดูแลสมาชิก
สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ที่ต้องดูแลคุณภาพของเจ้าหน้าที่การตลาด สมาคมบริษัทจัดการลงทุนที่ต้องดูแลผู้จัดการกองทุน และสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ที่ต้องดูแลนักวิเคราะห์ โดยเฉพาะสมาคมประการหลังที่ “นักวิเคราะห์จดทะเบียน” อย่างถูกต้องมีน้อยลงเรื่อยๆ ในขณะที่มีบริษัทจดทะเบียนผลิตภัณฑ์ทางการเงินและนักลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งระดับในประเทศและระดับต่างประเทศ ถ้ากลไกในการกำกับดูแลไม่ดีพอ จะเป็นโอกาสของ “นักวิเคราะห์เถื่อน” ซึ่งเปรียบเปรยเหมือนกับปล่อยให้ “แท๊กซี่ป้ายดำ” อาละวาดมากขึ้น และจะส่งงผลเสียต่อตลาดทุนโดยรวม
ถ้าภาครัฐยังคงรวบอำนาจการกำกับดูแลไว้ หรือพยายามจำกัดบทบาทของภาคเอกชนในการดูแลตัวเอง คงต้อง “ทน” กับคำบ่นของภาคเอกชนที่ว่า “นี่ถ้าไม่มีคุณ พวกเราคงไปไกลกว่านี้”







