posttoday
SRO องค์กรกำกับดูแลตัวเอง

SRO องค์กรกำกับดูแลตัวเอง

27 กรกฎาคม 2554

ธรรมเนียมการขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ ของประเทศไทย มักอาศัย “ภาครัฐ” เป็น “ผู้ออกหน้า”

ธรรมเนียมการขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ ของประเทศไทย มักอาศัย “ภาครัฐ” เป็น “ผู้ออกหน้า”

โดย.เอกชัย นิตยาเกาตรวัฒน์ 

หรือผู้นำในการขับเคลื่อน แล้วให้ภาคเอกชนเป็นผู้ตาม ในขณะที่ภาครัฐเองก็มักมีปัญหาในตัวเอง ที่ใหญ่ๆ คือเรื่องไร้ประสิทธิภาพและเรื่องคอร์รัปชัน

แต่ก็แปลกที่เอกชนมักคอยการสนับสนุนจากภาครัฐ ในขณะเดียวกันก็มักตำหนิติเตียนในเรื่องความล่าช้าและความไม่โปร่งใส จนมีเอกชนบางรายประกาศว่า “ถ้ารัฐบาล (ที่กำกับดูแลโดยนักการเมือง) ไม่มายุ่ง ภาคเอกชนไปไกลกว่านี้” แต่ก็ยังไม่วายที่ในวงเสวนา (ของภาคเอกชน) ต่างๆ ก็ยังเรียกร้อง “ความเป็นผู้นำ” จากภาครัฐ

ความยุ่งยากจากการกำกับดูแลจากภาครัฐถูกมองว่าเป็น “ตัวถ่วงความเจริญ” ของประเทศ ทั้งนี้จากกฎระเบียบที่เข้มงวดและหยุมหยิม ซึ่งเป็น “ช่อง” ให้นักการเมืองและข้าราชการที่ฉ้อฉลได้หาโอกาสกอบโกยผลประโยชน์เข้าตัว โดยการเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้องที่สนับสนุนและแบ่งปันผลประโยชน์เฉพาะในกลุ่ม

แต่จะไม่กำกับดูแลเลยก็ไม่ได้ เพราะผู้รับบริการหรือผู้ที่ถูกกระทบเป็นประชาชนตาดำๆ ที่ยังหวังการบริการอย่างเท่าเทียมกันจากกลไกต่างๆ ทางเศรษฐกิจและสังคม

และเมื่อเศรษฐกิจขยายตัวมากขึ้น ผู้รับบริการมากขึ้น ถ้าไม่มีการกำกับดูแลจะเกิดปรากฏการณ์ “แท็กซี่ป้ายดำ” ที่จ้องหาเหยื่อหรือผู้รับบริการที่อาจ “ไม่ประสีประสา” หรืออาจ “ด้อยโอกาส”ในการรับบริการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ซึ่งมักจะมี “ราคา”สูงกว่าผู้ให้บริการ “เถื่อน”

ผลก็คือความเป็นไปได้ที่อาจถูกหลอกลวงให้ได้รับการบริการที่ไม่มีคุณภาพ และที่แย่กว่านั้นอาจถูกพาไป “ปลดทรัพย์” หรือแม้กระทั่ง “ถูกฆ่า” ทำให้เกิดความเสียหายใน “ภาพรวม”

ดังนั้น กลไกการกำกับดูแลจำเป็นต้องมี แต่ถ้าให้ภาครัฐเป็นผู้กำกับดูแล “ทุกอย่าง” คงไม่ได้การเพราะนอกจากปัญหา “เกียร์ว่างและคอร์รัปชัน” ดังที่กล่าวข้างต้น ความรู้ความเข้าใจในกิจการที่ดูแลอาจสู้ภาคเอกชนไม่ได้ เพราะเขา “อยู่ในวงการ” และต้องทำมาหากินกับธุรกิจของตัว

การจัดสรรหน้าที่กำกับดูแลบางส่วนไปยัง “สมาคม” ที่จัดตั้งโดยผู้ประกอบการทางธุรกิจ และเป็นเครือข่ายหรือที่รวมของผู้ประกอบการเหล่านั้น ซึ่งเป็นแนวทางสากลที่เรียกว่า “องค์กรกำกับดูแลตัวเอง” หรือ SelfRegulatory Organization (SRO) และจะเป็นทางออกของกระบวนการกำกับดูแลที่เป็นความร่วมมือของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

SRO เป็นองค์กรที่ถูกมอบหมายให้กำกับดูแลกฎระเบียบ “ในระดับหนึ่ง” ของธุรกิจหรือวิชาชีพ ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของ “สภา” หรือ “สมาคม” วิชาชีพที่มีหน้าที่ดูแลมาตรฐานด้านคุณภาพและด้านจรรยาบรรณของผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิก ตลอดจนควบคุมคุณสมบัติของเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ เป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการดูแลกันเองผ่านทางสภา หรือสมาคมทางวิชาชีพนั้นๆ

ตัวอย่างเช่น ถ้าใครทำ “ผิดกติกา” ที่สมาคมวางไว้ จะถูก“ขับ” ออกจากสมาชิกภาพ ทำให้ไม่สามารถประกอบวิชาชีพนั้นหรือถูกจำกัดกิจกรรมบางอย่างที่กฎหมายได้ให้อำนาจกับสภา หรือสมาคมวิชาชีพนั้นๆ

ถ้ามีโอกาสจะขอเขียนยาวๆ และยกตัวอย่างตลอดจนงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ วันนี้คงมีเนื้อที่เพียงยกตัวอย่างในแวดวงตลาดทุนไทยที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. มีนโยบายสนับสนุนให้สมาคมที่เป็นตัวแทนของผู้ประกอบการทางธุรกิจตลาดทุนจัดตั้ง SRO เพื่อจะได้จัดสรรอำนาจการกำกับดูแลบางส่วนให้กับสมาคมที่เกี่ยวข้อง เช่น อำนาจในการควบคุมและกำหนดคุณสมบัติของสมาชิก แต่มีข้อถกเถียงในแนวนโยบายที่จะให้มี SRO เพียงแห่งเดียว ในขณะที่วงการนี้มีอย่างน้อย 3 สมาคมที่มีความพร้อมที่จะเป็น SRO และมีภาระหน้าที่ในการดูแลสมาชิก

สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ที่ต้องดูแลคุณภาพของเจ้าหน้าที่การตลาด สมาคมบริษัทจัดการลงทุนที่ต้องดูแลผู้จัดการกองทุน และสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ที่ต้องดูแลนักวิเคราะห์ โดยเฉพาะสมาคมประการหลังที่ “นักวิเคราะห์จดทะเบียน” อย่างถูกต้องมีน้อยลงเรื่อยๆ ในขณะที่มีบริษัทจดทะเบียนผลิตภัณฑ์ทางการเงินและนักลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งระดับในประเทศและระดับต่างประเทศ ถ้ากลไกในการกำกับดูแลไม่ดีพอ จะเป็นโอกาสของ “นักวิเคราะห์เถื่อน” ซึ่งเปรียบเปรยเหมือนกับปล่อยให้ “แท๊กซี่ป้ายดำ” อาละวาดมากขึ้น และจะส่งงผลเสียต่อตลาดทุนโดยรวม

ถ้าภาครัฐยังคงรวบอำนาจการกำกับดูแลไว้ หรือพยายามจำกัดบทบาทของภาคเอกชนในการดูแลตัวเอง คงต้อง “ทน” กับคำบ่นของภาคเอกชนที่ว่า “นี่ถ้าไม่มีคุณ พวกเราคงไปไกลกว่านี้” 
 

 

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่