
สินเชื่อลงทุนพุ่ง
ธปท.ยันรัฐไม่ต้องกระตุ้นศก.ดอกเบี้ยสูงคุมสินเชื่อบริโภค
ธปท.ยันรัฐไม่ต้องกระตุ้นศก.ดอกเบี้ยสูงคุมสินเชื่อบริโภค
ธปท.ชี้สินเชื่อยังขยายตัว รัฐบาลไม่จำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ดอกเบี้ยสูงจะคุมสินเชื่อเพื่อการบริโภคโดยอัตโนมัติ
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในขณะนี้ยังมีแรงขับเคลื่อนที่ดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะการอุปโภคบริโภค การลงทุน และการส่งออก ทำให้ความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยลง เพราะหากกระตุ้นมากจะกระทบต่อเงินเฟ้อ ระดับหนี้สาธารณะ รวมไปถึงเสถียรภาพเศรษฐกิจในอนาคต
“สินเชื่อที่ขยายตัวสูงและอาจจะเป็นเลขสองหลักในปีนี้เป็นสินเชื่อเพื่อการลงทุน ไม่ใช่สินเชื่อเพื่อการบริโภค ที่ไม่ขยายตัวได้ถึงเลขสองหลักแน่ เพราะดอกเบี้ยในปีนี้เป็นขาขึ้นจากการที่ ธปท.ใช้นโยบายการเงิน ดูแลเงินเฟ้อ” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แม้แนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะขยายตัวได้ดี ประชาชนมั่นในการบริโภมากขึ้น แต่ก็ไม่คิดว่าสินเชื่อเพื่อการบริโภค อย่าง สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ หรือสินเชื่อที่กู้เพื่อการบริโภคอื่นๆ จะโตระดับเลข 2 หลัก และนายประสาร กล่าวว่า หากประชาชนยังต้องการกู้ จนสินเชื่อบุคคลขยายตัวสูง แสดงว่าคนยังคิดว่าดอกเบี้ยไม่สูง หากการกู้ประเภทนี้ขยายตัวมากก็จะต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำตามนโยบายรัฐ ถือเป็นเรื่องที่ดีเพราะปัจจุบันแรงงานยังน่าเห็นใจและควรได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นเพื่อความเป็นธรรม หากทยอยปรับขึ้นระดับ 10% คงไม่มีปัญหา แต่ขึ้นครั้งเดียวเป็น 300 บาท หรือ 40% อาจส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจปรับตัวไม่ทัน ธปท.มองว่าหากขึ้นค่าแรงแล้วควร เน้นพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมสำคัญ ที่ส่งผลดีต่ออนาคตประเทศควบคู่ไปด้วย
นายประสาร กล่าวว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องของภาครัฐอาจส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและการคลัง ทิศทางการกระตุ้นของนโยบายการคลังจะเพิ่มภาระผูกพันต่องบประมาณ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่รายได้และรายจ่ายภาครัฐขยายตัวไม่สมดุล โดยงบประมาณรายจ่ายช่วงปี2550-2554เพิ่มขึ้นถึง8.8% แต่รายได้รัฐบาลสุทธิเพิ่มขึ้นเพียง4.2% ฉะนั้นในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีแล้วไม่ควรไปกระตุ้นมาก เพราะจะส่งผลต่อภาวะเงินเฟ้อและระดับหนี้สาธารณะ รวมถึงเสถียรภาพในอนาคตได้
โพสต์ทูเดย์ “กสิกรไทย” แก้มปริคาดสินเชื่อทั้งปีทะลุเป้า 2 หลัก จากเดิมคาดโต 7-9% เอกชนรอดูนโยบายรัฐบาลใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจ ทางด้านนายกฤษฎา ล่ำซำ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า สินเชื่อของธนาคารปีนี้น่าจะเติบโตถึงสองหลัก เกินเป้าหมายเดิมที่วางไว้ทั้งปี 79% เนื่องจากครึ่งปีแรกสินเชื่อเติบโตแล้ว 8% จากการขยายตัวของสินเชื่อรายใหญ่ รายกลาง (เอสเอ็มอี) และรายย่อย ช่วงที่เหลือครึ่งปีหลังจึงอยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์สำหรับรายได้ค่าธรรมเนียมนั้น ขณะนี้เกินเป้าหมายไปแล้ว อยู่ที่ 21% จากเป้าหมายที่คาดไว้ว่าจะเติบโต 20%
นายกฤษฎา กล่าวว่า กลางเดือนส.ค.นี้ น่าจะเห็นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เสร็จเรียบร้อย และมีการแถลงนโยบายว่าจะออกมาในรูปแบบใด แต่ในเบื้องต้นดูนโยบายที่เห็นจะเน้นการเติบโตของประเทศเป็นหลัก
อย่างไรก็ดี ภาพรวมการเลือกตั้ง ที่ผ่านมา ถือเป็นภาพบวกต่อสินเชื่อขนาดใหญ่และภาคอุตสาหกรรม ตอนนี้ผู้ประกอบการอยู่ระหว่างติดตามว่ารัฐบาลใหม่จะมีนโยบายใดออกมา เชื่อว่าไตรมาสสุดท้ายปีนี้รัฐบาลคงดำเนินนโยบายให้สอดคล้องกับงบประมาณของปีหน้า
นายกฤษฎา กล่าวว่า ธนาคารพาณิชย์ต้องบริหารสภาพคล่อง และรักษาสินเชื่อต่อเงินฝาก (L/D) อยู่แล้ว การแข่งขันดอกเบี้ยก็เป็นไปตามกลไกตลาด แต่เมื่อธนาคารใดต้องการปล่อยสินเชื่อก็ต้องระดมเงินฝาก ซึ่งจะเห็นได้จากช่วงที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ก็จะระดมเงินฝากในบางช่วง
นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ภาพรวมสินเชื่อครึ่งปีหลังน่าจะเติบโตได้มากกว่าครึ่งปีแรกซึ่งทำได้แล้ว 6% จากทั้งปีที่ตั้งเป้าหมายสินเชื่อเติบโตเกิน 10% เนื่องจากครึ่งปีแรกผู้ประกอบการมีความต้องการสินเชื่อหมุน เวียนเพิ่มขึ้น จากราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น
นายบุญทักษ์ กล่าวว่า ช่วงครึ่งปีหลัง หากสถานการณ์ทางการเมืองมี ความชัดเจน แม้จะเกิดปัญหาเศรษฐกิจโลกบ้าง แต่ก็น่าจะเห็นการลงทุนเพิ่มขึ้น เพราะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมายังไม่เห็นการลงทุนจริงเกิดขึ้น ยกเว้นกลุ่มพลังงาน
“ครึ่งปีหลังถ้าเศรษฐกิจดี สินเชื่อก็น่าจะดีขึ้น ทั้งสินเชื่อเพื่อการลงทุน และความต้องการสินเชื่อหมุนเวียนที่ยังมีอยู่เยอะ ขณะที่สภาพคล่องของธนาคารยังมีอยู่มาก สินเชื่อต่อเงินฝากอยู่ในระดับ 80%” นายบุญทักษ์ กล่าว







