posttoday
ขยับตัวขึ้นตลอดทั้งเส้นกังวลปัญหาเงินเฟ้อ

ขยับตัวขึ้นตลอดทั้งเส้นกังวลปัญหาเงินเฟ้อ

19 กรกฎาคม 2554

ภาวะตลาดตราสารหนี้ (11-14 ก.ค. 2554) มีมูลค่าการซื้อขายรวม 250,302 ล้านบาท

ภาวะตลาดตราสารหนี้ (11-14 ก.ค. 2554) มีมูลค่าการซื้อขายรวม 250,302 ล้านบาท

โดย..สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย 

หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 62,576 ล้านบาท ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้านี้ประมาณ 2%

ทั้งนี้พบว่า กว่า 92% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 231,395 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ในขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 17,181 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 1,129 ล้านบาท คิดเป็น 7% และ 0.5% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ

สำหรับพันธบัตรรัฐบาล รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น LB17OA (อายุ 6.2 ปี), LB21DA (อายุ 10.4 ปี) และ LB15DA (อายุ 4.4 ปี) มีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 3,742 ล้านบาท 3,724 ล้านบาท และ 3,022 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย คือ รุ่น CB11801A (อายุ 14 วัน), CB11802A (อายุ 14 วัน) และ CB11726A (อายุ 14 วัน) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 76,617 ล้านบาท 46,257 ล้านบาท และ 25,688 ล้านบาท

ทางด้านหุ้นกู้ภาคเอกชน ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT11OA (A)) มูลค่าการซื้อขาย 328 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส (AYCAL145A (A+)) มูลค่าการซื้อขาย 168 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท บีเอสแอล ลีสซิ่ง (BSL136A (BBB)) มูลค่าการซื้อขาย 104 ล้านบาท ตามลำดับ

เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตลอดทั้งเส้น โดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 5 Basis Point (100 Basis Point มีค่าเท่ากับ 1%) ทั้งนี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดตราสารหนี้ไทยยังคงได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์วิกฤตหนี้สาธารณะในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปที่เริ่มลุกลามจากกรีซไปสู่ประเทศอิตาลีเป็นรายล่าสุด

นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวว่า Moody’s Investor Service สถาบันจัดอันดับชั้นนำของโลก เตรียมที่จะปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐลงเช่นเดียวกัน จากปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ระดับ Aaa (ถือเป็นระดับสูงสุด) โดยในเบื้องต้น Moody’s อาจเริ่มจากการปรับแนวโน้มของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสหรัฐให้เป็นเชิงลบ (Negative) ก่อน

ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีมติให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% จากที่ระดับ 3.00% ไปอยู่ที่ระดับ 3.25% แต่เนื่องจากนักลงทุนในตลาดได้คาดการณ์เกี่ยวกับทิศทางของการปรับดอกเบี้ยในครั้งนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงมีผลทำให้เส้น Yield Curve ขยับตัวสูงขึ้นตามไปด้วยเพียงเล็กน้อย

ทางด้านนักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิต่อเนื่องจาก แต่ซื้อสุทธิเพียง 14 ล้านบาท และมูลค่าการซื้อขายส่วนใหญ่ ยังคงเน้นไปในตราสารระยะสั้น (มีอายุคงเหลือน้อยกว่า 1 ปี) เป็นหลัก

 

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่