
"ทักษิณ"ปลดกำไลEM เตรียมบินดูไบ เกมเงาสีแดง ชนรัฐพันลึกปี69
สัญญาณเตือนจากข้อเท้าเงียบลงสนิทแทนที่ด้วยฝีเท้าอันมั่นคงของเสือใหญ่ผู้พ้นพันธนาการเดินหน้าเกมอำนาจขยับรังใหม่ชี้ชะตาเพื่อไทยท่ามกลางมรสุมนิติสงคราม
KEY
POINTS
- ทักษิณ ชินวัตร ได้รับการปลดกำไล EM ในเดือนมิถุนายน 2569 และมีกำหนดเดินทางไปดูไบ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของเกมการเมืองครั้งใหม่
- การเคลื่อนไหวนี้ถูกมองว่าเป็นการเปิดฉาก "เกมรุก" ของขั้วอำนาจ "เงาสีแดง" เพื่อจัดสรรดุลอำนาจและเผชิญหน้ากับกลุ่มการเมืองอื่นและ "รัฐพันลึก"
- แม้จะได้รับอิสรภาพทางกายภาพ แต่ทักษิณยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายทางกฎหมาย (นิติสงคราม) ที่สำคัญ เช่น คดีมาตรา 112 และการตรวจสอบจาก ป.ป.ช.
สัญญาณเตือนจากข้อเท้าเงียบลงสนิทแทนที่ด้วยฝีเท้าอันมั่นคงของเสือใหญ่ผู้พ้นพันธนาการเดินหน้าเกมอำนาจขยับรังใหม่ชี้ชะตาเพื่อไทยท่ามกลางมรสุมนิติสงคราม
การสิ้นสุดพันธนาการทางกายภาพของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในห้วงเดือนมิถุนายน 2569 นี้ มิใช่เพียงแค่ฉากทัศน์ของการปล่อยตัวนักโทษทางการเมืองคนหนึ่งให้กลับคืนสู่สังคม แต่มันคือจุดเปลี่ยนผ่านครั้งประวัติศาสตร์ (Turning Point) ที่พลิกโฉมภูมิทัศน์และโครงสร้างอำนาจของการเมืองไทยร่วมสมัย
การเดินทางไปรับใบบริสุทธิ์และปลดกำไล EM ด้วยตนเอง ไม่เพียงแต่ลดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องอภิสิทธิ์ชน แต่เป็นหมุดหมายของการเริ่มต้น "เกมรุก" ครั้งใหม่ของขั้วอำนาจที่ถูกเรียกว่า "เงาสีแดง" ในการจัดสรรดุลอำนาจกับกลุ่มการเมืองอื่นและรัฐพันลึก (Deep State) ที่กำลังขยับขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้นหลังฉาก
เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ นายทักษิณได้รับอิสรภาพโดยสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เนื่องจากเข้าเกณฑ์เป็นนักโทษที่มีโทษเหลือไม่ถึง 1 ปี
ดังนั้นในวันที่ 8 มิถุนายน 2569 สัญลักษณ์แห่งการจำกัดพื้นที่อย่างกำไล EM ได้ถูกถอดออกอย่างเป็นทางการ ก่อนที่เจ้าตัวจะมีกำหนดการเดินทางลัดฟ้าสู่นครดูไบในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2569
แม้บรรดาแกนนำพื่อไทยทั้งนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและบุตรสาว จะออกมาให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า นายทักษิณไม่ได้กลับมีบทบาทใดในพรรค แต่ในเนื้อแท้ทางพฤตินัยยังคงดำรงสถานะ"ผู้นำทางจิตวิญญาณ"ที่ทรงอิทธิพลสูงสุด
ขณะที่โครงสร้างการเมืองไทยในปัจจุบันจึงขับเคลื่อนด้วยยุทธศาสตร์ "สามขั้วอำนาจเงา" ที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด ประกอบด้วย
- เงาสีแดง: นำโดย ทักษิณ ชินวัตร (พรรคเพื่อไทย) ยึดโยงมวลชนและทุนเสรีนิยม
- เงาสีน้ำเงิน: นำโดย เนวิน ชิดชอบ (พรรคภูมิใจไทย) ซึ่งถูกมองว่าเป็นพันธมิตรที่แนบแน่นกับกลุ่ม "รัฐพันลึก"
- เงาสีส้ม: นำโดย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ (พรรคประชาชน) ขับเคลื่อนด้วยพลังคนรุ่นใหม่
หากย้อนมองเส้นทางจากอดีตจนถึงปัจจุบัน นายทักษิณเปรียบเสมือนพยัคฆ์ที่ถูกกักขังในกรงกฎหมาย แต่เมื่อพ้นจากบ่วงกรรมการเดินทางไปดูไบในฐานะผู้มีอิสระเต็มตัวเพื่อพบปะมิตรสหายและบุคคลระดับสูงอย่าง "ชีก" (Sheikh) จึงเป็นการประกาศฟื้นฟูบารมีในระดับสากล และเพิ่มอำนาจการต่อรองทางการเมืองครั้งใหญ่
ทว่า ในความจริงอันโหดร้ายของการเมืองไทย อิสรภาพทางกายภาพไม่ได้หมายถึงการหลุดพ้นจากวิถีแห่งนิติสงคราม
ในระยะกลาง 1-2 ปีข้างหน้า "เงาสีแดง" ยังต้องเผชิญกับ "โซ่ตรวนที่มองไม่เห็น" อีกสามเส้นหลัก เริ่มต้นจากคดีมาตรา 112 ที่แม้ศาลชั้นต้นจะยกฟ้องแต่อัยการสูงสุดยังคงมีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์
ตามมาด้วยการตรวจสอบจาก ป.ป.ช. ในกรณีชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งนายทักษิณอาจถูกโยงในฐานะ "ตัวการ" หรือ "ผู้สนับสนุน" และปิดท้ายด้วยมรสุมภาษีรวมถึงการสืบทรัพย์ลามไปถึงบุตรสาว
เส้นทางเดินหลังจากนี้ของนายทักษิณจึงเป็นสมรภูมิหน้าใหม่ที่มีเดิมพันสูงยิ่ง ยามเมื่อพยัคฆ์ปลดพันธนาการก้าวพ้นกรงขังไปสถิต ณ รังใหม่ที่ดูไบ ป่าทางการเมืองไทยย่อมสั่นสะท้านด้วยแรงกระเพื่อมแห่งอำนาจ
คำถามสำคัญที่สังคมไทยต้องขบคิดต่อไปคือ อิสรภาพอันสมบูรณ์ของผู้นำทางจิตวิญญาณที่ชื่อนายทักษิณ จะเป็นกุญแจไขไปสู่การประนีประนอมเพื่อความมั่นคงของชาติ หรือจะเป็นชนวนเหตุระเบิดลูกใหม่ที่ลากพาการเมืองไทยดิ่งลึกสู่ความขัดแย้งที่ยากจะเยียวยา?







