
เจ้าของที่ดินห้ามพลาด! ภาษีปี 2569 มีปรับอะไรบ้าง
ในปี 2569 “ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง” ยังคงเป็นเรื่องสำคัญที่เจ้าของบ้าน เจ้าของคอนโด เจ้าของที่ดิน รวมถึงผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะปีนี้หลายพื้นที่กลับมาจัดเก็บภาษีในอัตราเต็ม 100% หลังจากก่อนหน้านี้เคยมีมาตรการลดหย่อนเพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวและโควิด-19 ทำให้เจ้าของทรัพย์สินจำนวนมากอาจต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นจากเดิม
นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดเรื่องอัตราภาษี การยกเว้นภาษี และเงื่อนไขของบ้านหลังหลักที่หลายคนยังเข้าใจผิด หากไม่ตรวจสอบให้ดี อาจเสียภาษีมากกว่าที่ควร หรือโดนเบี้ยปรับโดยไม่รู้ตัวได้
บทความนี้จะสรุปให้เข้าใจง่ายว่า ปี 2569 มีอะไรเปลี่ยนแปลง ใครต้องจ่ายเท่าไร และควรวางแผนอย่างไรให้เสียภาษีถูกต้องที่สุด
ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คืออะไร
ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นภาษีที่จัดเก็บจากผู้ถือครองทรัพย์สิน เช่น บ้าน คอนโด อาคารพาณิชย์ โรงงานที่ดินเปล่า ที่ดินเกษตรกรรม
โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เทศบาล หรือ อบต. จะเป็นผู้จัดเก็บภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ซึ่งเริ่มใช้แทนภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่เดิมตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา
ปี 2569 มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง
1. กลับมาจัดเก็บ “เต็มอัตรา”
ประเด็นสำคัญที่สุดของปี 2569 คือ หลายกรณีกลับมาจัดเก็บภาษีในอัตราปกติเต็มจำนวน ไม่มีมาตรการลดภาษีพิเศษเหมือนบางปีก่อน ส่งผลให้ผู้ถือครองทรัพย์สินบางประเภทจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นทันที โดยเฉพาะ
• บ้านหลังที่ 2
• คอนโดปล่อยเช่า
• อาคารพาณิชย์
• ที่ดินว่างเปล่า
กลุ่มนี้จะเห็นความต่างของยอดภาษีชัดเจนที่สุด
2. บ้านหลังหลักยังได้รับยกเว้น
ข่าวดีคือ บ้านที่เจ้าของมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน และเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์จริง ยังได้รับสิทธิยกเว้นภาษีตามเกณฑ์เดิม
กรณีบ้านและที่ดินเป็นชื่อเดียวกัน
• มูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท ได้รับยกเว้นภาษี
กรณีมีเฉพาะตัวบ้าน
• มูลค่าไม่เกิน 10 ล้านบาท ได้รับยกเว้น แต่ต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ณ วันที่ 1 มกราคม 2569 ด้วย
อัตราภาษีที่ดินปี 2569
1. ที่อยู่อาศัย
สำหรับบ้านหลังหลัก
มูลค่าทรัพย์สิน อัตราภาษี
ไม่เกิน 50 ล้านบาท ยกเว้น
50–75 ล้านบาท 0.03%
75–100 ล้านบาท 0.05%
เกิน 100 ล้านบาท 0.10%
2. ที่ดินเกษตรกรรม
บุคคลธรรมดาที่ทำเกษตรจริงยังได้รับสิทธิภาษีต่ำมาก
มูลค่าทรัพย์สิน อัตราภาษี
ไม่เกิน 50 ล้านบาท ยกเว้น
50–125 ล้านบาท 0.01%
125–150 ล้านบาท 0.03%
150–550 ล้านบาท 0.05%
3. พาณิชยกรรมและปล่อยเช่า
เช่น อาคารพาณิชย์ โรงแรม อพาร์ตเมนต์ บ้านปล่อยเช่า อัตราภาษีจะสูงกว่าบ้านอยู่อาศัย เริ่มต้นประมาณ 0.3% และเพิ่มตามมูลค่าทรัพย์สิน
4. ที่ดินว่างเปล่า
กลุ่มนี้ต้องระวังมากที่สุด เพราะรัฐต้องการกระตุ้นให้นำที่ดินมาใช้ประโยชน์ หากปล่อยรกร้างต่อเนื่อง อัตราภาษีจะเพิ่มขึ้นทุก 3 ปี สูงสุดไม่เกิน 3% ดังนั้นคนที่ถือที่ดินไว้เก็งกำไรอาจมีต้นทุนภาษีสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต
ถ้าไม่จ่ายภาษี จะเกิดอะไรขึ้น
หากค้างชำระ จะมีทั้ง เงินเพิ่ม เบี้ยปรับ ดอกเบี้ย บางกรณีอาจถูกอายัดทรัพย์หรือขายทอดตลาดได้ หากปล่อยค้างไว้นานมาก อัตราเบี้ยปรับโดยทั่วไป เช่น
• ค้าง 1 เดือน เพิ่ม 10%
• ค้าง 2 เดือน เพิ่ม 20%
• ค้างเกินกำหนด อาจสูงถึง 40%
ดังนั้นเมื่อได้รับหนังสือแจ้งประเมิน ควรตรวจสอบและชำระภายในกำหนด
เทคนิควางแผนภาษีที่ดินให้จ่ายน้อยลง
1. ตรวจสอบประเภทการใช้ประโยชน์ให้ถูกต้อง
บางคนใช้ที่ดินทำเกษตรจริง แต่ถูกจัดเป็น “ที่ดินว่างเปล่า” ทำให้เสียภาษีสูงเกินจำเป็น หากข้อมูลผิด ควรรีบยื่นอุทธรณ์กับท้องถิ่น
2. ย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้าน
กรณีเป็นบ้านหลังหลัก การมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านช่วยให้ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีจำนวนมาก
3. อย่าปล่อยที่ดินรกร้างนานเกินไป
แม้ยังไม่พัฒนาโครงการ ก็ควรมีการใช้ประโยชน์บางส่วน เช่น ทำเกษตร ปลูกต้นไม้ ให้เช่าใช้พื้นที่ เพื่อหลีกเลี่ยงอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้น
4. ตรวจสอบราคาประเมินทุกปี
ราคาประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์มีผลต่อยอดภาษีโดยตรง หากพื้นที่ใดราคาที่ดินขึ้น ภาษีก็อาจสูงขึ้นตาม
ใครบ้างที่ควรระวังเป็นพิเศษในปี 2569
กลุ่มที่มีแนวโน้มเสียภาษีเพิ่ม ได้แก่
• นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์
• คนมีบ้านหลายหลัง
• เจ้าของคอนโดปล่อยเช่า
• ผู้ถือครองที่ดินเปล่า
• เจ้าของอาคารพาณิชย์
• เจ้าของโรงแรมและอพาร์ตเมนต์
เพราะปีนี้หลายพื้นที่ไม่มีมาตรการลดภาษีพิเศษเหมือนเดิมแล้ว
สรุป ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างปี 2569 ถือเป็นอีกปีที่เจ้าของทรัพย์สินต้องใส่ใจมากขึ้น โดยเฉพาะการกลับมาจัดเก็บภาษีในอัตราปกติเต็มจำนวน ทำให้หลายคนอาจมีภาระภาษีสูงขึ้นกว่าปีก่อน สิ่งสำคัญที่สุดคือการตรวจสอบว่า
• ทรัพย์สินถูกจัดประเภทถูกต้องหรือไม่
• ได้รับสิทธิยกเว้นครบหรือยัง
• มีชื่อในทะเบียนบ้านตามเงื่อนไขหรือไม่
• ที่ดินรกร้างถูกคิดภาษีเพิ่มหรือเปล่า
หากวางแผนดี ตรวจสอบข้อมูลทุกปี และชำระภาษีตรงเวลา ก็จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและป้องกันปัญหาทางกฎหมายในอนาคตได้อย่างมาก เพราะภาษีที่ดินไม่ใช่แค่เรื่องของการจ่ายเงิน แต่เป็นเรื่องของการบริหารทรัพย์สินให้คุ้มค่าในระยะยาวด้วยเช่นกัน
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ Inflow Accounting







