
รัฐบาลอนุทินศรัทธาทรุด เสี่ยงชะตาขาด นับเวลาถอยหลัง?
วิกฤตศรัทธารัฐบาลอนุทินลุกลามจากเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สู่แรงกดดันนายกฯสำรอง สะท้อนโจทย์ใหญ่กู้ความเชื่อมั่นก่อนถูกเกมอำนาจบีบจนไร้ทางถอย ท่ามกลางแรงเขย่า
KEY
POINTS
- รัฐบาลเผชิญวิกฤตศรัทธาเสี่ยงชะตาขาดจากความล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซาและปัญหาคอร์รัปชันที่แพร่หลาย
- ความเชื่อมั่นที่ลดลงนำไปสู่กระแสเรียกร้อง "นายกรัฐมนตรีสำรอง" หรือนายกฯ คนนอก เพื่อเป็นทางออกให้กับประเทศ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง
- ทางรอดที่ถูกเสนอคือการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่สู่ "รัฐบาลเทคโนแครต" โดยดึงผู้เชี่ยวชาญเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปราบปรามทุจริตอย่างจริงจังเพื่อกอบกู้ศรัทธา
รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังถูกมองว่าเดินเข้าสู่ภาวะเสี่ยงใกล้“ชะตาขาด” ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่นที่กดทับพร้อมกันหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และแรงเสียดทานจากกระแส “นายกฯ สำรอง” ที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นในฐานะทางออกพิเศษของประเทศ
ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันสร้างชาติ วิเคราะห์ผ่านมุมมองเชิงวิทยาศาสตร์การเมืองว่า รัฐบาลชุดนี้มีลักษณะเป็น “รัฐบาลทุกขลาภ” คือได้อำนาจมาแต่ต้องแบกรับวิบากกรรมตั้งแต่ต้น คะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรีที่ลดลง 8-9% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปีก่อน จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขทางการเมือง แต่เป็นสัญญาณสะท้อนความรู้สึกของสังคมที่กำลัง “หมดศรัทธาและหมดหวัง”
แกนกลางของวิกฤตอยู่ที่เสาหลักประเทศถูกมองว่าทรุดพร้อมกัน เศรษฐกิจถูกวิจารณ์ว่าเละเทะ โตช้า และซบเซาจนมาตรการเล็ก ๆ ไม่อาจพลิกฟื้นได้ หากไม่มีการผ่าตัดโครงสร้างครั้งใหญ่ ขณะเดียวกันปัญหาคอร์รัปชันถูกมองว่ากระจายตัวในทุกระดับ ตั้งแต่โครงการรัฐจนถึงกลไกใต้โต๊ะ ทำให้ความเชื่อมั่นต่อระบบบริหารประเทศถูกกัดกร่อนอย่างต่อเนื่อง
ในบรรยากาศเช่นนี้ กระแส “นายกฯ สำรอง” จึงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นผลพวงจากความไม่มั่นใจต่อเสถียรภาพรัฐบาล มีการพูดถึงนายกฯ จากวิธีพิเศษ เช่น มาตรา 5 หรือนายกฯ คนนอก พร้อมอักษรย่อ “ศ.ศาลา” ซึ่งถูกโยงถึงชื่อ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ องคมนตรี อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ดร.เกรียงศักดิ์มองว่า ชื่อดังกล่าวอาจเป็นเพียง “ชื่อหลอก” หรือการโยนหินถามทาง เพื่อวัดกระแสตอบรับของสังคม เพราะในทางปฏิบัติ การดึงองคมนตรีเข้าสู่สมการการเมืองเช่นนี้เป็นเรื่องยาก แต่สาระสำคัญของกระแสนี้อยู่ที่ความต้องการผู้นำแบบใหม่ คือคนที่มีความรู้ด้านเศรษฐกิจ มีจุดยืนชัดเจน และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ
แรงกดดันอีกชั้นหนึ่งคือความตึงเครียดภายในรัฐบาล ระหว่าง “ผู้นำตัวจริง” ซึ่งต้องรับผิดชอบการบริหารโดยตรง กับ “ผู้นำทางจิตวิญญาณ” ของพรรคสีน้ำเงิน ภาวะเช่นนี้ทำให้การตัดสินใจทางการเมืองซับซ้อนขึ้น ขณะเดียวกันแรงกดดันจากนิติสงคราม ผ่านองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ อาจกลายเป็นกลไกเปลี่ยนผ่านอำนาจ หากระบบปกติไม่สามารถตอบโจทย์สังคมได้
ทางรอดที่ ดร.เกรียงศักดิ์เสนอ คือการปรับรัฐบาลอย่างถึงราก เปลี่ยนจากโควตาการเมืองไปสู่ “รัฐบาลเทคโนแครต” ดึงผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และความซื่อสัตย์เข้ามาทำงาน โดยเฉพาะตำแหน่งสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นเศรษฐกิจ พร้อมกวาดล้างคอร์รัปชันอย่างจริงจัง และต้องมี “ตัวใหญ่” รับผิดชอบในคดีที่สังคมคาใจ เช่น คดีโกงข้อสอบ เพื่อพิสูจน์ว่ารัฐบาลไม่ได้เพิกเฉย
โจทย์ของรัฐบาลอนุทินจึงไม่ใช่แค่การประคองเสียงในสภา แต่คือการกู้ศรัทธาทั้งระบบ หากยังบริหารแบบเดิม ใช้การเมืองแบบเดิม และหวังยื้อเวลาด้วยผลงานฉาบฉวย โอกาสหลุดจากวงจรอำนาจย่อมสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตรงกันข้าม หากกล้าผ่าตัดตัวเองก่อนถูกบีบจากภายนอก รัฐบาลยังอาจพอมีพื้นที่ให้เดินต่อในสนามการเมืองที่กำลังร้อนแรงที่สุดช่วงหนึ่ง.
แหล่งที่มาประกอบวิเคราะห์ : รายการคมชัดลึก (คลิก)







