ทำร้านเหล้า-บาร์ให้ถูกกฎหมาย ต้องจ่ายภาษีแบบไหนบ้าง?
การเปิดร้านเหล้า ผับ หรือบาร์ ไม่ใช่แค่เรื่องของบรรยากาศดี ดนตรีเพราะ หรือเครื่องดื่มอร่อยเท่านั้น แต่สิ่งที่เจ้าของร้านหลายคนมักมองข้ามคือ “เรื่องภาษี” ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจประเภทนี้ ซึ่งถือเป็นกิจการที่มีข้อกำหนดเฉพาะมากกว่าธุรกิจทั่วไป หากไม่รู้เท่าทันหรือจัดการไม่ถูกต้อง อาจถูกเรียกตรวจย้อนหลัง หรือโดนค่าปรับโดยไม่รู้ตัวได้เลยทีเดียว
ในบทความนี้ เราจะมาดูกันให้ชัดว่าถ้าอยาก “ทำร้านเหล้า-บาร์ให้ถูกกฎหมาย” ต้องจัดการภาษีอะไรบ้าง และควรเตรียมตัวอย่างไรตั้งแต่เริ่มเปิดร้าน
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
หากรายได้ของร้านมากกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี เจ้าของร้านต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และจัดทำเอกสารภาษีอย่างถูกต้อง เช่น ใบกำกับภาษี และรายงานภาษีซื้อ-ขายทุกเดือน
ในกรณีของร้านเหล้า-บาร์ รายได้มักมาจากการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหาร และบางร้านมีบริการบันเทิง เช่น ดนตรีสด ซึ่งทั้งหมดถือเป็นกิจกรรมที่อยู่ภายใต้ภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องจัดทำรายงานและยื่นแบบ ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปเสมอ
ภาษีสรรพสามิต
ธุรกิจที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นเบียร์ เหล้า หรือไวน์ ต้องเสียภาษีสรรพสามิต ซึ่งจัดเก็บจาก “ผู้ผลิต” หรือ “ผู้นำเข้า” เป็นหลัก แต่ในบางกรณี ร้านที่ซื้อขายเครื่องดื่มโดยตรงจากแหล่งผลิต หรือมีการผสม-ผลิตเอง (เช่น ค็อกเทลเฉพาะร้าน) อาจต้องมีใบอนุญาตจำหน่ายและชำระภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติม
เจ้าของร้านต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าแหล่งที่มาของเครื่องดื่มทุกขวดถูกต้องตามกฎหมาย มีใบอนุญาตจากกรมสรรพสามิตครบถ้วน เพราะหากตรวจพบว่าใช้สินค้าหนีภาษี หรือไม่มีเอกสารประกอบการซื้อขาย จะมีโทษทั้งปรับและจำคุก
ภาษีป้าย
ร้านเหล้าและบาร์มักมีป้ายชื่อร้าน ป้ายไฟ หรือป้ายโฆษณาแสดงโปรโมชั่น ซึ่งเข้าข่ายต้องเสียภาษีป้าย ต่อเทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น (อบต.) ตามขนาดและลักษณะของป้าย
เจ้าของร้านควรยื่นแบบชำระภาษีป้ายภายในเดือนมีนาคมของทุกปี เพื่อป้องกันค่าปรับกรณียื่นล่าช้า ซึ่งอาจสูงถึง 2 เท่าของภาษีที่ต้องชำระ
ภาษีโรงเรือนและที่ดิน
หากร้านตั้งอยู่ในอาคารพาณิชย์ อาคารเช่า หรือเป็นเจ้าของพื้นที่เอง ต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ชื่อเดิมคือภาษีโรงเรือน) ตามมูลค่าทรัพย์สินและวัตถุประสงค์ในการใช้ประโยชน์
ในกรณีที่เป็นผู้เช่า เจ้าของที่อาจเป็นผู้รับผิดชอบภาษีส่วนนี้ แต่ในสัญญาเช่าหลายฉบับมักระบุให้ผู้เช่าเป็นผู้ชำระแทน จึงควรตรวจสอบเงื่อนไขให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น
ภาษีเงินได้ (บุคคลธรรมดาหรือบริษัท)
หากร้านเหล้า-บาร์จดทะเบียนในรูปแบบบุคคลธรรมดา เจ้าของร้านต้องยื่นภาษีเงินได้ประจำปี (ภ.ง.ด.94 / ภ.ง.ด.90) ตามรอบระยะเวลาที่กำหนด โดยคำนวณจากรายได้หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ
แต่ถ้าร้านจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล (บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน) ต้องจัดทำงบการเงิน ปิดบัญชีสิ้นปี และยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50, 51) ตามรอบบัญชี พร้อมเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 20% ของกำไรสุทธิ
การทำบัญชีอย่างถูกต้องและโปร่งใสช่วยให้เจ้าของร้านรู้สถานะทางการเงินที่แท้จริง อีกทั้งยังลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบย้อนหลังได้ด้วย
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
หากร้านมีการจ้างนักร้อง นักดนตรี พนักงานอิสระ หรือซัพพลายเออร์ภายนอก เจ้าของร้านต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กฎหมายกำหนด เช่น 3% หรือ 5% แล้วนำส่งกรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป พร้อมออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ผู้รับจ้างทุกครั้ง
การละเลยเรื่องนี้แม้จะเป็นเงินจำนวนน้อย ก็ถือเป็นความผิดทางภาษี และอาจถูกเรียกเก็บย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับได้
ใบอนุญาตจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
นอกจากเรื่องภาษีแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “ใบอนุญาตจำหน่ายสุรา” ซึ่งออกโดยกรมสรรพสามิต ใบอนุญาตนี้ต้องต่ออายุทุกปี และหากหมดอายุแต่ยังจำหน่ายอยู่ จะถือว่าผิดกฎหมาย
นอกจากนี้ยังต้องมีใบอนุญาตเปิดสถานบริการ (ออกโดยกระทรวงมหาดไทย) หากมีการจำหน่ายสุราพร้อมดนตรี เต้นรำ หรือการแสดงบันเทิง เพราะถือว่าเป็นกิจการประเภทพิเศษที่มีกฎหมายควบคุมเฉพาะ
กล่าวโดยสรุป การทำร้านเหล้า-บาร์ให้ถูกกฎหมาย ไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องใบอนุญาตเท่านั้น แต่ “ภาษี” ก็เป็นหัวใจสำคัญที่เจ้าของร้านทุกคนต้องใส่ใจ หากละเลยแม้เพียงเรื่องเล็กๆ เช่น การไม่ยื่นแบบภาษีให้ตรงเวลา หรือไม่มีเอกสารยืนยันแหล่งที่มาของสินค้า ก็อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ในภายหลังได้
ดังนั้นก่อนจะเริ่มเปิดร้าน ควรปรึกษาสำนักงานบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเพื่อวางระบบให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น ทั้งเรื่องการจดทะเบียนภาษี การจัดทำบัญชี การเก็บเอกสาร และการต่อใบอนุญาตประจำปี เพื่อให้ธุรกิจของคุณเดินหน้าได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัยจากการตรวจสอบ และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ Inflow Accounting


