
เป็นทางการ! เมื่อสหรัฐฯประกาศเปิดตัวอาวุธบนอวกาศเต็มรูปแบบ
สหรัฐฯ ประกาศติดตั้งอาวุธควบคุมวงโคจรครั้งแรก เปิดทางสู่อวกาศในฐานะสมรภูมิใหม่ ท่ามกลางความกังวลเรื่องการแข่งขันสะสมอาวุธ
KEY
POINTS
- สหรัฐอเมริกาประกาศอย่างเป็นทางการว่าได้ติดตั้ง "อาวุธควบคุมวงโคจร" (on-orbit space control weapons) ในอวกาศ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการยอมรับเรื่องนี้อย่างเปิดเผย
- การเปิดตัวอาวุธมีขึ้นเพื่อส่งสัญญาณเตือนและแสดงขีดความสามารถในการตอบโต้ภัยคุกคามจากประเทศคู่แข่ง เช่น จีนและรัสเซีย
- การกระทำดังกล่าวอาจกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันสะสมอาวุธและทำให้อวกาศกลายเป็นสมรภูมิรบอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนที่พึ่งพาดาวเทียม
ที่ผ่านมาเราต่างรู้สึกว่า สงครามอวกาศ เป็นเพียงเรื่องที่เกิดขึ้นได้บนภาพยนตร์ไซไฟเป็นหลักยากที่จะเกิดขึ้นจริง แต่แนวคิดเหล่านั้นเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อสหรัฐฯเริ่มจัดตั้ง กองทัพอวกาศสหรัฐฯ(USSF) อย่างเป็นทางการ เช่นเดียวกับหลายประเทศรวมถึงไทยเองที่ให้ความสนใจและจัดตั้งกองทัพอวกาศขึ้นมาเช่นกัน
ล่าสุดสหรัฐฯกำลังจะก้าวไปอีกขั้น เมื่อมีการประกาศเปิดตัวอาวุธในอวกาศอย่างเป็นทางการ
ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ อาวุธบนอวกาศอย่างเป็นทางการ
Troy Menink รัฐมนตรีทบวงทหารอวกาศสหรัฐฯออกมาประกาศว่า ทางกองทัพได้ติดตั้ง อาวุธควบคุมวงโคจร หรือ on-orbit space control weapons อย่างเป็นทางการ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ และประวัติศาสตร์โลก ที่มีประเทศออกมายอมรรับการสะสมและพัฒนาอาวุธบนอวกาศอย่างเป็นทางการ
โดยพื้นฐานทางรัฐบาลสหรัฐฯยืนยันว่า ยุทโธปกรณ์ดังกล่าวได้รับการพัฒนาและติดตั้งเพื่อส่งสัญญาณเตือนไปยังประเทศคู่แข่ง เพื่อให้รู้ว่าสหรัฐฯมีขีดความสามารถเพียงพอสำหรับคุ้มกันและตอบโต้กองกำลังที่เป็นปรปักษ์อย่างเป็นทางการ แม้จะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดข้อมูลในส่วนอื่นเพิ่มเติมก็ตาม
อาวุธควบคุมวงโคจรไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ได้รับการพูดถึงมาตลอดในหลักการของกองทัพอวกาศสหรัฐฯ ที่ระบุถึงความต้องการในการยึดครองความได้เปรียบในอวกาศในฐานะ Counterspace Operation เป็นแนวคิดที่มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย ใช้กล่าวหาอีกฝ่ายในการคุกคามอวกาศกันมาตลอด แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีการยอมรับอย่างเป็นทางการ
เรื่องนี้ได้รับการเปิดเผยออกมาพร้อมข้อมูลภัยคุกคามบนอวกาศ เมื่อดาวเทียม 2 ดวงของรัสเซียทำการดักจับสัญญาณจากยานอวกาศของยุโรป 12 ลำ ตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมาจนอาจเข้าถึงข้อมูลสำคัญหรืแทรกแซงการทำงานของดาวเทียม เช่นเดียวกับจีนที่เร่งพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศให้สอดรับเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพ
ด้วยสถานการณ์ที่มหาอำนาจเริ่มผลักดันสมรภูมิสู่อวกาศ จึงนำไปสู่การพัฒนาและเปิดตัวอาวุธควบคุมวงโคจรในที่สุด
แนวทางความเป็นไปได้ของอาวุธบนอวกาศ
ตามที่กล่าวไปข้างต้นไม่มีการเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดของอาวุธควบคุมวงโคจรที่พูดถึง ทั้งในส่วนของชนิดอาวุธ การทำงาน ระบบ หรือจำนวนที่ส่งขึ้นไป แต่ก็มีการคาดเดาจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญออกมาเป็นวแนวทางคร่าวๆ ดังนี้
แรกสุดคือ อาวุธนิวเคลียร์ทำลายล้างสูง เนื่องจากแต่เดิมเทคโนโลยีอวกาศแรกเริ่มก็ถูกพัฒนาเพื่อบรรทุกหัวรบตั้งแต่ต้น อย่างไรก็ตามแนวทางนี้มีความเป็นไปได้ต่ำมาก เนื่องจากถือเป็นการละเมิดสนธิสัญญาอวกาศปี 1967 โดยตรง ทั้งยังเสี่ยงก่อให้เกิดความเสียหายวงกว้าง ต่อโครงสร้างพื้นฐานทั้งบนอวกาศและบนพื้นโลก
อันดับถัดมาคือ อาวุธพลังงานจลน์ ส่วนนี้นับว่าไม่ครอบคลุมในสนธิสัญญาบนอวกาศ อย่างไรก็ตามการใช้อาวุธทำลายล้างทางกายภาพ เช่น กระสุน หรือ ระเบิด เหมือนบนพื้นโลก จะสร้างเศษซากจำนวนมากบนอวกาศซึ่งสร้างผลลบแก่ทั้งสองฝ่าย แต่ปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีกลุ่มนี้มากขึ้นจึงมีความเป็นไปได้
อันสุดท้ายคือ การเปลี่ยนชื่อเรียก นับเป็นแนวทางที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด โดยการเปลี่ยนชื่อระบบ เทคโนโลยี และขีดความสามารถเดิมที่มีอยู่เสียใหม่แล้วเปลี่ยนมาเรียกเป็นอาวุธ เช่น ระบบก่อกวนสัญญาณดาวเทียม หรือการโจมตีทางไซเบอร์ ถือเป็นแนวทางที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด เพราะเป็นระบบที่จีนหรือรัสเซียเองก็มีอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตามแนวทางนี้กลับก่อให้เกิดคำถามและข้อถกเถียงอย่างกว้างขวาง
การประกาศที่อาจเป็นจุดเริ่มต้นสงครามอวกาศ
คำประกาศของกองทัพสหรัฐฯในครั้งนี้นับเป็นการคว่ำกระดานความพยายามของสหประชาชาติ(UN) ที่ผลักดันการควบคุมอาวุธบนอวกาศมาตลอด จีนและรัสเซียเองก็เคยเสนอสนธิสัญญาป้องกันการติดตั้งอาวุธบนอวกาศในปี 2008 แต่สหรัฐฯปฏิเสธจะเข้าร่วมเสมอมา และยังมีท่าทีตีตัวออกห่างความร่วมมือต่างๆ ตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา
การออกประกาศอย่างเปิดเผยของกองทัพอวกาศสหรัฐฯในครั้งนี้ จึงเป็นเหมือนการส่งสัญญาณอนุญาตให้จีนและรัสเซียพัฒนาอาวุธบนอวกาศอย่างชอบธรรม เพราะทั้งสองประเทศจะใช้คำประกาศของสหรัฐฯในการเปิดหน้าพัฒนาอาวุธอย่างเปิดเผย จนอาจกลับเข้าสู่ยุคสมัยแห่งการสะสมอาวุธกันอีกครั้ง
สิ่งนี้จะกลายเป็นปัญหาอย่างยิ่งเนื่องจากปัจจุบัน ดาวเทียมกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในภาคพลเรือน ทั้งระบบนำทาง GPS, ตัวกำหนดมาตรฐานเวลา, ระบบการเงินการธนาคาร, ระบบโทรคมนาคม, เครือข่ายไฟฟ้า ตลอดจนระบบโลจิสติกส์ ที่เป็นรากฐานสำคัญของพาณิชย์และเศรษฐกิจโลก
การประกาศครั้งนี้หมายถึงการขยายและเปิดให้อวกาศและวงโคจรโลกกลายเป็นสมรภูมิอย่างเป็นทางการ ทำให้การโจมตีบนอวกาศไม่ใช่เรื่องแปลกหรือผิดสนธิสัญญาอีกต่อไป ทำให้จากนี้ไม่เพียงมหาอำนาจแต่นานาชาติจะต้องเร่งแบ่งงบประมาณมาลงด้านกลาโหมมากขึ้นเพี่อความมั่นคงประเทศ ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นสงครามขึ้นอีก
ที่สำคัญที่สุดในกรณีที่เกิดข้อขัดแย้งจนนำไปสู่การห้ำหั่นและนำอาวุธพลังงานจลน์มาใช้งาน ผลที่เกิดขึ้นอาจเป็นการแตกกระจายของดาวเทียมและยานอวกาศกระจายเต็มวงโคจร และอาจกลายเป็นอุปสรรคชิ้นสำคัญต่อการศึกษาดาราศาสตร์ เทคโนโลยีอวกาศ หรือแม้แต่ชีวิตประจำวันอย่างกว้างขวาง
นี่เป็นเหตุผลให้การประกาศเปิดตัวอาวุธควบคุมวงโคจรในครั้งนี้ อาจทำให้อวกาศและสงครามไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
จริงอยู่สงครามอาจไม่ใช่สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นเสมอไป เมื่อปัจจุบันมีกลไกและแนวทางกำกับดูแลเพื่อยับยั้งในส่วนนั้น แต่เมื่อประเมินจากแนวโน้มสถานการณ์โลกปัจจุบัน การเพิ่มความตึงเครียดจากบนพื้นโลกไปสู่วงโคจรโลกและอวกาศ ก็อาจเป็นการเปิดฉากหายนะใหม่ที่เราจินตนาการไม่ถึงเช่นกัน
คงต้องรอดูต่อไปว่า นับจากนี้ทิศทางของเทคโนโลยีอวกาศจะเป็นไปในรูปแบบใด
ที่มา
https://interestingengineering.com/military/us-first-offensive-space-weapon-in-orbit
https://interestingengineering.com/space/us-deployment-space-weapons-china-risk







