
SET รีบาวด์จำกัด 1,590 - 1,605 จุด เชียร์ซื้อ DELTA รับ AI Data Center - คำสั่งซื้อค้างส่ง
บล.ฟินันเซีย ไซรัส คาดหุ้นไทยมีโอกาสรีบาวด์ระยะสั้นในกรอบ 1,590 - 1,605 จุด หลังน้ำมันชะลอและตลาดลดโอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ยเดือน ต.ค. พร้อมชู DELTA ราคาเป้าหมายปี 2570 แตะที่ 290 บาท
KEY
POINTS
- บล.ฟินันเซีย ไซรัส คาดหุ้นไทยมีโอกาสรีบาวด์ระยะสั้นในกรอบ 1,590 - 1,605 จุด
- หลังน้ำมันชะลอและตลาดลดโอกาส Fed ขึ้นดอกเบี้ยเดือน ต.ค.
- พร้อมชู DELTA ราคาเป้าหมายปี 2570 แตะที่ 290 บาท
บทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า ตลาดหุ้นวานนี้ SET Index ปรับตัวลดลงตามคาด ปิดลบ 8.07 จุด ที่ระดับ 1,594.30 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 7.9 หมื่นล้านบาท
ถูกกดดันจาก Bond Yield ที่ยังไต่ระดับขึ้น ซึ่งเป็น Sentiment ลบต่อสินทรัพย์เสี่ยง มีเพียงกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ประคองตลาด สถาบันในประเทศซื้อสุทธิในตลาดหุ้นบางๆ 254 ล้านบาท
ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหนาแน่น 7.7 พันล้านบาท (และ Short สุทธิ Index Futures กว่า 3 หมื่นสัญญา)
แนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index จะยังแกว่ง Sideways to Sideways Up ในกรอบ 1,590-1,605 จุด ฟื้นตัวระยะสั้นหลังราคาน้ำมันดิบเริ่มชะลอตัวลง โดยมีข่าวว่าปริมาณขนส่งน้ำมันผ่านท่อ East-West Pipeline ของซาอุฯเริ่มปรับตัวขึ้น รวมถึงทรัมป์ที่สั่งปล่อยน้ำมันสำรองออกมาเพิ่ม
ส่วนประธาน Fed สาขานิวยอร์กระบุว่า Fed ยังมีเวลาในการตัดสินใจและไม่ต้องรีบร้อนในการขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ตลาดลดโอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยเดือน ต.ค. ลงจาก 70% เหลือราว 50% ปัจจัยดังกล่าวทำให้ US Bond Yield 2 ปีชะลอตัวลงเล็กน้อยสู่ระดับ 4.89%
อย่างไรก็ตาม Upside ของดัชนียังคงถูกจำกัดจาก US Bond Yield อายุยาวทั้ง 10 และ 30 ปี ที่ยังไต่ระดับขึ้นและยืนสูงสุดในรอบกว่า 20 ปีที่ 5.24% และ 5.57% ตามลำดับ
สะท้อนว่าตลาดยังกังวลต่อประเด็นความเสี่ยงด้านฐานะการคลังในระยะยาวของสหรัฐฯ รวมถึง Supply Bond ภาคเอกชนที่สูงจากการลงทุน AI ขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านยังไม่มีพัฒนาการเชิงบวก ทำให้ราคาน้ำมันคาดปรับตัวลงได้จำกัดจนกว่าจะถึงการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯเป็นอย่างน้อย
ส่วนปัจจัยที่ต้องติดตามคืนนี้คือเงินเฟ้อ PCE สหรัฐฯเดือน ส.ค. (ตลาดคาด Core +0.3% m-m, +3.3% y-y) ส่วนปลายสัปดาห์มีตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน ก.ย.
ด้านปัจจัยในประเทศต้องติดตามสถานการณ์น้ำท่วมจากน้ำเหนือที่กำลังทยอยลงมาสมทบ หากสถานการณ์แย่และรุนแรงจะเป็น Downside ต่อ GDP และกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไตรมาส 4/69
กลยุทธ์ : Barbell พักเงินระยะสั้นใน Commodity-Bank-Defensive // ระยะกลาง-ยาวยัง Rotate หา Value-Domestic Play
หุ้นเด่นเดือน ก.ย : BTG, HANA, ITC, PR9, STA
FSSIA Portfolio : BA, BBL, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, ITC, PR9, SAPPE, STA, and TIDLOR
หุ้นเด่นวันนี้
DELTA แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 2027 ที่ 290 บาท คาดกำไรไตรมาส 3/69 จะกลับมาเร่งตัวขึ้นเป็น 8.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากไตรมาสก่อนหน้า (q-q) และ เพิ่มขึ้น 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (y-y) หนุนจาก Gross Margin ที่ฟื้นตัวขึ้นจากปัญหาด้านวัตถุดิบที่ผ่อนคลายลง ส่วน Demand สินค้า AI Data Center ยังแข็งแกร่งและหนุนการเติบโตในระยะยาว
โมเมนตัมกำไรในไตรมาส 4/69 คาดทำจุดสูงสุดใหม่มากกว่า 1 หมื่นล้านบาท จากการส่งมอบคำสั่งซื้อที่ล่าช้า หนุนกำไรปี 2026 แตะ 3.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (y-y)
ขณะที่ปี 2027 คาดเติบโตอีก 41% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (y-y) เป็น 4.5 หมื่นล้านบาท และคาดได้อานิสงส์จากแรงซื้อคืนให้เต็มเพดาน Cap Weight 10% สิ้นไตรมาสวันนี้
มองแนวรับ 260 บาท และ 255 บาท ส่วนแนวต้าน 267 บาท และ 276 - 279 บาท
ประเด็นสำคัญวันนี้
(0) กลยุทธ์การลงทุน Higher-for-longer ยังจำกัด Upside สินทรัพย์เสี่ยง ลุ้นนํ้ามัน-เงินเฟ้อผ่อนคลายหลังเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เศรษฐกิจไทยยังได้แรงหนุนจากนโยบายการคลัง
ขณะที่ กนง. ยังไม่จำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยตามต่างประเทศ SET Target 1,710 จุดยังสมเหตุสมผลทยอยสะสมเมื่อดัชนีอ่อนตัวตํ่ากว่า 1,600 จุด ระยะสั้นยังพักเงินที่พลังงาน-Tech
ส่วนระยะกลาง-ยาวเน้น Anti-Commodity, Yield-Sensitive, El Niño และ Investment Plays Top Picks ได้แก่ BA, BBL, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, ITC, PR9, SAPPE, STA และ TIDLOR
(0) กลุ่มธนาคาร เราคาดว่ากำไรสุทธิรวมไตรมาส 3/69 ของธนาคารทั้ง 7 แห่งจะอยู่ที่ 5.5 หมื่นล้านบาท ลดลง -1% จากไตรมาสก่อน (q-q) และลดลง -12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (y-y) โดยกำไรงวด 9 เดือนปี69 คิดเป็น 78% ของประมาณการกำไรทั้งปีของเรา
สำหรับ NII, Non-NII และรายได้จากการดำเนินงานที่ลดลงจะกดดันกำไร โดยมี OPEX และ ECL ที่ลดลงช่วยชดเชยบางส่วน ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับบริหารจัดการได้ คงนํ้าหนัก Neutral Top Picks คือ BBL (ราคาเป้าหมาย 240 บาท) และ KTB (ราคาเป้าหมาย 47.30 บาท)
(-) ตลาดดาวโจนส์ปิดลบ โดย Dow Jones ปิดที่ 51,349.92 จุด ลดลง 131.59 จุด หรือ -0.26% ขณะที่ S&P500 ปิดที่ 7,670.84 จุด ลดลง 12.85 จุด หรือ -0.17% และ Nasdaq ปิดที่ 26,797.54 จุด ลดลง 22.84 จุด หรือ -0.09%
ถูกกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้น ทำให้นักลงทุนกังวลต่อต้นทุนการกู้ยืมและลดความต้องการสินทรัพย์เสี่ยง
ขณะเดียวกันตลาดจับตาข้อมูลเงินเฟ้อและการจ้างงานเพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ยเฟด
(-) ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ โดย STOXX 600 ลดลง 0.60 จุด หรือ -0.09% ปิดที่ 638.08 จุด เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้นกดดันความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
แม้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นจากความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการเติบโตของ AI และช่วยจำกัดช่วงลบของตลาด
(+) ตลาดหุ้นเอเชียเปิดบวก โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะที่ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและต้นทุนของภาคธุรกิจ
(0) ค่าเงินบาททรงตัวโดยแข็งค่าเล็กน้อย โดยล่าสุดอยู่ที่ 33.56 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับ Previous ที่ 33.59 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 0.09%
(-) ราคาน้ำมันดิบลดลง 2.69 ดอลลาร์ หรือ 2.56% ปิดที่ 102.59 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังมีสัญญาณว่าการส่งออกน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเริ่มฟื้นตัว
โดยซาอุดีอาระเบียกลับมาดำเนินการขนถ่ายน้ำมันจากท่าเรือยันบู หลังเปิดใช้ท่อส่ง East-West Pipeline อีกครั้ง
ขณะที่ข้อมูล Kpler ระบุว่าการส่งออกน้ำมันดิบจากผู้ผลิตในตะวันออกกลางฟื้นขึ้นในเดือน ก.ย.
(+) ราคาทองคำ COMEX เพิ่มขึ้น 11.30 ดอลลาร์ หรือ 0.27% ปิดที่ 4,179.70 ดอลลาร์/ออนซ์ โดยราคาฟื้นตัวหลังร่วงลงกว่า 3% ในวันก่อนหน้า
ขณะที่นักลงทุนจับตาข้อมูลเงินเฟ้อและการจ้างงานของสหรัฐฯ เพื่อประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด
แม้ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากดอลลาร์แข็งค่าและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่อยู่ในระดับสูง







