
วิกฤตคาร์โกการบินไทย: บทเรียนราคาแพงและรอยร้าวในห่วงโซ่โลจิสติกส์ไทย
วิกฤตน้ำท่วมสุวรรณภูมิกระทบระบบภาคพื้น การบินไทยต้องระงับรับ-ส่งสินค้า 30 ก.ย.-6 ต.ค. สะท้อนโจทย์ใหญ่ BCP และโครงสร้างโลจิสติกส์ไทย
เหตุการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ไม่ได้สร้างความปั่นป่วนให้แค่ผู้โดยสารที่ตกค้างในสนามบินเท่านั้น แต่เหตุการณ์นี้กำลังเปิดแผลลึกให้เห็นถึง "ความเปราะบาง" ของระบบโลจิสติกส์ไทย ที่ผูกโยงทั้งการบิน การขนส่งสินค้า และเศรษฐกิจประเทศไว้ด้วยกันอย่างแนบแน่น
การบินไทยประกาศระงับบริการคลังสินค้าขาเข้าและขาออกชั่วคราวระหว่างวันที่ 30 กันยายน - 6 ตุลาคม 2569 เพื่อเร่งระบายสินค้าที่ตกค้างและกู้คืนระบบภาคพื้นดิน
สาเหตุหลักมาจากปัญหาลูกโซ่ เมื่อเที่ยวบินในช่วงวันที่ 26-27 กันยายน เกิดความล่าช้าอย่างหนัก (เที่ยวบินตรงเวลาไม่ถึง 3%) จนบริษัทต้องลดจำนวนเที่ยวบินขาออกจาก 110 เที่ยวเหลือราว 80 เที่ยวบิน เพื่อประคับประคองสถานการณ์ ส่งผลให้ กระเป๋าเดินทางของผู้โดยสารตกค้างสะสมกว่า 5,600 ใบ
อุปกรณ์เคลื่อนย้ายสินค้า เช่น รถเข็นและพาเลทในคลังคาร์โก้ ถูกนำมาใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อรองรับสัมภาระผู้โดยสาร จนอุปกรณ์ขาดแคลนและเกิดคอขวดขนาดใหญ่ การพักบริการคาร์โก้จึงเป็นหนทางเดียวที่จะดึงทรัพยากรกลับมาแก้ปัญหาสัมภาระและเคลียร์พื้นที่ได้
การบินไทยระบุว่า มาตรการดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว เพื่อเร่งจัดการสินค้าที่ตกค้างและทำให้คลังสินค้ากลับมาเปิดให้บริการตามปกติโดยเร็ว
แต่การระงับบริการคลังสินค้าครั้งนี้ สำหรับผู้ประกอบการ Import–Export, Shipper, Consignee และ Freight Forwarder ที่มีแผนรับ–ส่งผ่านคลังสินค้าการบินไทยในช่วงดังกล่าว จะได้รับผลกระทบด้าน การรับสินค้า การส่งมอบสินค้า และระยะเวลาการดำเนินงาน เนื่องจากสายการบินที่ให้บริการขนส่งสินค้าผ่านท่าอากาศสุวรรณภูมิจำนวนหนึ่ง ประกาศงดรับบรรทุกสินค้าส่งออกชั่วคราว ทำให้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้า ซึ่งได้มีการตกลงไว้กับผู้ซื้อในประเทศปลายทางไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามกำหนด
ที่น่าเป็นห่วงคือ สินค้าที่มีมูลค่า หรือความอ่อนไหวสูง เช่น อาหารสด เวชภัณฑ์ หรือสินค้าควบคุมอุณหภูมิ ซึ่งอาจเสียหาย หรือส่งมอบไม่ทัน และจะส่งผลกระทบต่อเนื่อง สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอีกต่อเนื่อง
มากกว่า "ภัยธรรมชาติ" คือบทเรียนเรื่องคนและแผนธุรกิจ
เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นบทเรียนสำคัญว่า แผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan หรือ BCP) ขององค์กรระดับชาติ จะมุ่งเน้นแค่สำรองระบบคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ไม่ได้อีกต่อไป แต่ต้องรวมถึง "คน" ซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักในธุรกิจบริการภาคพื้นดินด้วย
ก่อนหน้านี้ นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร การบินไทย เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 26-27 กันยายน เที่ยวบินล่าช้าเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้บริษัทต้องลดเที่ยวบินเพื่อรักษาความต่อเนื่องของเที่ยวบินที่ยังสามารถให้บริการได้
ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ “ฝนตกแล้วสนามบินสะดุด” เพียงอย่างเดียว แต่คือคำถามว่าระบบโลจิสติกส์ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจสามารถกลับมาเดินหน้าได้เร็วเพียงใดเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด
การบินไทยยอมรับว่าเดิมประเมินว่าสามารถประคองการให้บริการได้ประมาณ 80% แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่พนักงานปฏิบัติการจำนวนหนึ่งซึ่งพักอาศัยในพื้นที่โดยรอบสนามบินได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและไม่สามารถเดินทางเข้ามาปฏิบัติงานได้
ปัญหาดังกล่าวทำให้เห็นว่า Business Continuity Plan หรือ BCP ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการสำรองระบบและอุปกรณ์ แต่ต้องครอบคลุมถึง “คน” ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบปฏิบัติการด้วย โดยเฉพาะธุรกิจการบินและโลจิสติกส์ที่ต้องอาศัยกำลังคนจำนวนมากในการขนถ่ายและบริหารจัดการภาคพื้น
ผลพวงจากการชะงักในการให้บริการของการบินไทยครั้งนี้ส่งผลกระทบเป็นโดมิโน่ ตั้งแต่สายการบิน ผู้โดยสาร ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า ไปจนถึงปลายทางธุรกิจ การลงทุนด้านโลจิสติกส์นับจากนี้จึงต้องคิดใหม่ ทำใหม่
เพราะในโลกที่ความเสี่ยงจากสภาพอากาศรุนแรงมีแนวโน้มกลายเป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจมากขึ้น ความพร้อมของระบบโลจิสติกส์ไม่ได้วัดเพียงความสามารถในการรองรับสินค้าในวันที่ทุกอย่างเป็นปกติ แต่ต้องวัดจากความสามารถในการ “กลับมาเดินต่อ” เมื่อเกิดวิกฤติ
สำหรับไทย นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญว่า การลงทุนด้านโลจิสติกส์ในอนาคตจะต้องมองไกลกว่าการเพิ่มขีดความสามารถของสนามบิน โดยต้องสร้างระบบสำรอง กระจายความเสี่ยง และเชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่ เพื่อไม่ให้เหตุขัดข้องเพียงจุดเดียวลุกลามเป็นปัญหาต่อความเชื่อมั่นทางการค้าในวงกว้าง







