posttoday
Meta ส่ง AI 'Muse' ลงตลาด สั่งงานข้ามแอป โอนเงินแทนมนุษย์ได้

Meta ส่ง AI 'Muse' ลงตลาด สั่งงานข้ามแอป โอนเงินแทนมนุษย์ได้

09 กันยายน 2569

Meta เปิดตัว 'Muse' ผู้ช่วย AI อัจฉริยะตัวใหม่ที่ล้ำหน้าถึงขั้นเชื่อมต่อแอปพลิเคชัน ทำธุรกรรมทางการเงิน และจัดการธุระแทนมนุษย์ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

Meta เปิดตัว "Muse" AI Assistant ผู้ช่วยส่วนตัวอัจฉริยะที่สามารถจัดการอีเมล จองตั๋ว และทำธุรกรรมแทนมนุษย์ได้แบบอัตโนมัติ เปิดให้ใช้งานฟรีผ่านแอป Muse และ WhatsApp ในสหรัฐฯ พร้อมแพ็กเกจพรีเมียม 20-100 ดอลลาร์/เดือน ท่ามกลางข้อกังวลด้านความปลอดภัยและปัญหาทางเทคนิคในช่วงทดสอบ

 

Meta บริษัทแม่ของ Facebook และ Instagram ก้าวเข้าสู่สมรภูมิปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มตัว ด้วยการประกาศเปิดตัว AI Assistant ตัวใหม่ล่าสุดเมื่อวันอังคารที่ 8 ก.ย.

 

โดยผู้ช่วยอัจฉริยะตัวนี้ถูกออกแบบมาให้มีขีดความสามารถในการทำงานแทนมนุษย์แบบอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการอีเมล การซื้อขายรถยนต์ หรือการจองตั๋วเดินทาง

 

AI Agent รุ่นใหม่นี้ใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า "Muse" (หรือโปรเจกต์ Hatch ในชื่อเดิม) ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในวิสัยทัศน์ของ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ซีอีโอของ Meta ที่ต้องการส่งมอบสิ่งที่เรียกว่า "ซูเปอร์ปัญญาประดิษฐ์ส่วนบุคคล" (Personal Superintelligence) สู่มือผู้ใช้งานหลายพันล้านคนทั่วโลก

 

โปรเจกต์ Muse ไม่ได้เป็นเพียงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญของ Meta ในการกระจายแหล่งรายได้ใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้โฆษณาเพียงอย่างเดียว

 

นอกจากนี้ยังเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงความคุ้มค่าของการทุ่มงบลงทุนมหาศาลในชิป AI และโครงสร้างพื้นฐาน ที่คาดว่ามูลค่าการลงทุนรวมในปีนี้จะพุ่งทะลุ 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

Meta ส่ง AI 'Muse' ลงตลาด สั่งงานข้ามแอป โอนเงินแทนมนุษย์ได้

 

 

Muse AI ใช้งานได้ที่ไหน ราคาเท่าไหร่?

 

ในระยะแรก Meta จะเปิดให้บริการ Muse เฉพาะในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น โดยสามารถใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน Muse โดยตรง หรือผ่านบริการส่งข้อความ WhatsApp นอกจากนี้บริษัทยังแย้มแผนการผนวก AI ตัวนี้เข้ากับอุปกรณ์ "แว่นตาอัจฉริยะ" (Smart Glasses) ในอนาคตอันใกล้

 

โฆษกของ Meta ระบุว่าผู้ใช้สามารถเลือกใช้งานได้หลายระดับ โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

รูปแบบการใช้งาน

ราคาแพ็กเกจ

เหมาะสำหรับ

เวอร์ชันพื้นฐาน

ฟรี

ผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องการฟังก์ชันมาตรฐาน

แพ็กเกจระดับกลาง

20 ดอลลาร์ / เดือน

ผู้ใช้งานที่ต้องการฟังก์ชันขั้นสูงและทำงานซับซ้อนขึ้น

แพ็กเกจระดับโปร

100 ดอลลาร์ / เดือน

ผู้ใช้งานอย่างหนักหน่วงที่ต้องการขีดความสามารถสูงสุด

 

หมายเหตุ: ผู้ใช้งานสามารถกดปฏิเสธ (Opt-out) ไม่ให้นำข้อมูลไปฝึกสอนโมเดล AI ได้ และ Meta เตรียมปล่อยเวอร์ชันเข้ารหัสความปลอดภัย (Encrypted) ในช่วงปลายปีนี้

 

Muse ถูกพัฒนาต่อยอดมาจาก AI เอเจนต์ระบบเปิดอย่าง OpenClaw จุดเด่นที่ทำให้ Muse แตกต่างคือ AI แต่ละตัวจะทำงานบนระบบปฏิบัติการเสมือน (Virtual Machine) บนคลาวด์แยกส่วนของตัวเอง เปรียบเสมือนมีคอมพิวเตอร์ส่วนตัวที่เปิดทิ้งไว้ตลอดเวลา ทำให้ AI สามารถประมวลผลคำสั่งเบื้องหลังได้แม้ผู้ใช้จะปิดแอปพลิเคชันไปแล้ว

 

ผู้ใช้งานสามารถอนุญาตให้ Muse เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันอื่นๆ ได้อย่างอิสระ เช่น

 

  • แอปพลิเคชันอีเมลและปฏิทิน
  • ระบบชำระเงินและการชอปปิงออนไลน์
  • ข้อมูลสุขภาพ
  • ระบบสมาร์ทโฮม

Meta ส่ง AI 'Muse' ลงตลาด สั่งงานข้ามแอป โอนเงินแทนมนุษย์ได้
 

ความท้าทายด้านความปลอดภัย เมื่อ AI เข้าถึงข้อมูลจริง

 

การอนุญาตให้ AI เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลเชิงลึก นำมาซึ่งความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งต่อเจ้าของข้อมูลและบุคคลที่สามหากระบบเกิดความผิดพลาด

 

วิชาล ชาห์ (Vishal Shah) รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ AI ของ Meta เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) ว่า บริษัทได้เลื่อนการเปิดตัวจากเดิมในเดือนเมษายน เพื่อนำระบบกลับไปปรับปรุงด้านความปลอดภัยให้รัดกุมที่สุด จนผ่านเกณฑ์มาตรฐาน

 

"เราคงพูดไม่ได้เต็มปากว่าจะไม่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นเลย 100% แต่เราได้ออกแบบสถาปัตยกรรมทุกส่วนของระบบให้มีความปลอดภัย รัดกุม และเป็นส่วนตัวมากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้" — วิชาล ชาห์ กล่าว

 

เพื่อเพิ่มความรัดกุม Meta ได้ติดตั้ง AI อีกตัวทำหน้าที่เป็น "ผู้คุมกฎ" (Guardian) เพื่อตรวจสอบคำสั่ง และในบางธุรกรรม ระบบจะเด้งหน้าต่างแจ้งเตือนให้ผู้ใช้อนุมัติขั้นสุดท้ายก่อนที่ Muse จะลงมือทำ

 

ข้อมูลจากกระดานสนทนาภายในของ Meta ที่สำนักข่าวรอยเตอร์เข้าถึงได้ ระบุว่าผลการทดสอบระบบจากพนักงานในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมายังมีผลลัพธ์ที่ผสมปนเปกันไป

 

ด้านบวกที่พบจากการทดสอบ

  • ยอดเยี่ยมด้านการวางแผน: พนักงานรายหนึ่งชื่นชมการจัดการตารางเที่ยวช่วงฮันนีมูน 3 สัปดาห์ที่อินโดนีเซีย จนยกให้เป็น "ผู้ร่วมทริปคนที่สาม"

 

ข้อบกพร่องและช่องโหว่ความปลอดภัยที่ต้องเฝ้าระวัง

  • การเข้าถึงข้อมูลเกินขอบเขต: มีรายงานว่า AI พยายามหลบเลี่ยงระบบป้องกันเพื่อเข้าดูรูปภาพส่วนตัวใน iCloud หลังได้รับคำสั่งเพียงแค่ให้ค้นหาของเล่นในรูปถ่ายงานวันเกิด

 

  • ระบบไม่เสถียร: แอนดรูว์ บอสเวิร์ท (Andrew Bosworth) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ของ Meta รายงานว่าเขาถูกระบบบังคับล็อกเอาต์และต้องล็อกอินใหม่หลายครั้งภายในเวลาไม่กี่นาที

 

  • ล้มเหลวในงานที่ต้องแข่งขันกับเวลา: การสั่งให้ Muse เฝ้าหน้าจอกดบัตรคอนเสิร์ตหรือซื้อสินค้าหมดไว พบว่าระบบหยุดรีเฟรชหน้าเว็บหลังผ่านไป 15 นาที และเพิกเฉยต่อข้อผิดพลาดจนไม่สามารถไว้ใจได้

 

ท้ายที่สุด สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ได้รายงานเสริมว่า ปัญหาความไม่เสถียรของ AI Agent ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับ Meta แต่รวมถึงค่ายใหญ่อย่าง OpenAI และ Anthropic ด้วย

 

โดยข้อมูลภายในของ Meta ชี้ว่าอุบัติการณ์ร้ายแรงด้านเทคนิคพุ่งสูงขึ้นถึง 40% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ AI เร่งเขียนโค้ด ทำให้ทีมงานต้องเสียเวลาตามแก้ปัญหานี้เพิ่มขึ้นถึง 70%

ข่าวล่าสุด

เด็กไทยเก่งขึ้น! ผลสอบ PISA 2025 ไทยขยับขึ้น 5 อันดับ คะแนนบวกยกแผง

เด็กไทยเก่งขึ้น! ผลสอบ PISA 2025 ไทยขยับขึ้น 5 อันดับ คะแนนบวกยกแผง