
“วัส” ชำแหละคดีปลาหมอคางดำ ชี้ช่องโหว่กฎหมายสิ่งแวดล้อม
อดีตผู้พิพากษา วัส ติงสมิตร มองคำพิพากษาเป็นชัยชนะขั้นแรกของประชาชน แต่ยังมีโจทย์เรื่องผู้รับภาระฟื้นฟู สิทธิฟ้องคดี และภาระพิสูจน์
KEY
POINTS
- ศาลชี้กรมประมงละเลยหน้าที่ พร้อมกำหนดกรอบเวลากำจัดปลาและช่วยผู้ประสบภัย
- “วัส” ตั้งข้อสังเกตถึงการยกฟ้องคำขอให้รัฐเรียกค่าเสียหายจากเอกชน
- เสนอแก้กฎหมาย เปิดทางประชาชนฟ้องแทนประโยชน์สาธารณะและใช้ความรับผิดโดยเด็ดขาด
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษา และอดีตประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก (คลิกอ่าน) แสดงความเห็นต่อคำพิพากษาศาลปกครองกลางคดีปลาหมอคางดำ โดยมองว่าเป็น “ชัยชนะขั้นแรก” ของประชาชน เพราะศาลสั่งให้หน่วยงานรัฐเร่งกำจัดปลาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่คำพิพากษายังสะท้อนช่องว่างของกฎหมายสิ่งแวดล้อมไทย โดยเฉพาะการกำหนดผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูระบบนิเวศ
คดีหมายเลขดำที่ ส.14/2567 และหมายเลขแดงที่ ส.9/2569 ซึ่งศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ สัตว์น้ำต่างถิ่นรุกรานที่ส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำธรรมชาติและเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในหลายจังหวัด
นายวัสสรุปว่า ศาลวินิจฉัยให้กรมประมงและอธิบดีกรมประมงละเลยต่อหน้าที่ เนื่องจากหลังอนุญาตให้เอกชนนำเข้าปลาหมอคางดำเพื่อศึกษาวิจัยช่วงปี 2553-2554 หน่วยงานไม่ได้ติดตาม ตรวจสอบ หรือควบคุมการศึกษาวิจัยตามหน้าที่
แม้กรมประมงจะออกมาตรการจนปริมาณปลาลดลงบางส่วน แต่ศาลเห็นว่ารัฐยังต้องแก้ปัญหาต่อไปจนกว่าระบบนิเวศจะกลับสู่ภาวะสมดุล พร้อมสั่งให้กรมประมงและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปฏิบัติตามแผนแก้ปัญหาปี 2567-2570 ให้เสร็จภายใน 180 วันนับแต่คดีถึงที่สุด
ศาลยังสั่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม ประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉินภายใน 90 วันนับแต่คดีถึงที่สุด
อย่างไรก็ตาม ศาลยกฟ้องคำขอของชาวบ้าน 54 คน ที่ขอให้รัฐเรียกค่าเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมจากบริษัทเอกชนผู้ร้องสอด ตามมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 โดยเห็นว่าคำขอดังกล่าวไม่ได้เยียวยาความเดือดร้อนของผู้ฟ้องคดีโดยตรง จึงไม่มีสิทธิฟ้องในส่วนนี้
นายวัสตั้งข้อสังเกตว่า ผลดังกล่าวอาจทำให้งบประมาณรัฐเป็นแหล่งเงินหลักสำหรับกำจัดปลาและฟื้นฟูธรรมชาติ ขณะที่หลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” กำหนดให้ผู้สร้างความเสี่ยงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการป้องกันและแก้ความเสียหาย
นอกจากนี้ เห็นว่ากฎหมายไทยยังจำกัดสิทธิประชาชนในการฟ้องเพื่อคุ้มครองทรัพยากรสาธารณะ และกำหนดภาระพิสูจน์ที่ประชาชนเข้าถึงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ได้ยาก
นายวัสจึงเสนอแก้กฎหมายสิ่งแวดล้อมใน 3 ด้าน ได้แก่ เปิดทางให้ประชาชนและองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมฟ้องเมื่อรัฐละเลย โยกภาระพิสูจน์ให้ผู้ครอบครองสิ่งมีชีวิตเสี่ยงเป็นผู้หักล้างข้อกล่าวหา และขยายความรับผิดโดยเด็ดขาดให้ครอบคลุมภัยทางชีวภาพและสัตว์ต่างถิ่นรุกราน รวมถึงกำหนดประกันภัยความเสี่ยงเป็นเงื่อนไขก่อนอนุญาตนำเข้า







