
NOKIA ยังคงอยู่! สู่รากฐานของเครือข่ายดาต้าเซ็นเตอร์ยุค AI
ส่องเทคโนโลยี Optical Networking จาก NOKIA ท่อส่งข้อมูลความเร็วสูงระดับ 100 เทราไบต์ และนวัตกรรมควอนตัมเซฟ โครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ขับเคลื่อนระบบคลาวด์ในยุค AI
ภาพจำของ NOKIA ในฐานะผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือระดับตำนานได้เปลี่ยนผ่านไปนานแล้ว ปัจจุบันบทบาทหลักของบริษัทคือการเป็นผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย (Network Infrastructure) โดยเฉพาะเทคโนโลยีเครือข่ายออปติก (Optical Networking) ซึ่งทำหน้าที่เป็นท่อส่งข้อมูลหลักเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทั่วโลก
ในขณะที่เครือข่ายไร้สายอย่างสัญญาณมือถือความเร็วสูงหรืออินเทอร์เน็ตดาวเทียมในปัจจุบัน ทำความเร็วรับส่งข้อมูลเฉลี่ยอยู่ในระดับกิกะบิต แต่ระบบสายไฟเบอร์ออปติกของโนเกียเพียงเส้นเดียว สามารถทำความจุรองรับการส่งข้อมูลได้สูงถึง 100 เทราไบต์ ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญของระบบคลาวด์และ Hyperscale Data Center
หนึ่งในจุดเด่นเชิงเทคนิคของระบบนี้คือเทคโนโลยี Super C Band และ Super L Band ซึ่งทำหน้าที่ขยายขีดความสามารถและช่องสัญญาณเครือข่ายให้มีข้อมูลมากยิ่งขึ้น พร้อมเริ่มนำเทคโนโลยีสายใยแก้วนำแสงรูปแบบใหม่อย่าง Hollow-Core Fiber มาปรับใช้ร่วมกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Microsoft
ความแตกต่างในสายการผลิตของ NOKIA คือแนวคิด Virtual Integration ที่ควบคุมตั้งแต่การพัฒนาชิปประมวลผลสัญญาณดิจิทัล (DSP) ไปจนถึงการประกอบฮาร์ดแวร์ปลายทางอย่างอุปกรณ์ Optical Pluggable ด้วยตัวเอง โดยปัจจุบันเทคโนโลยีโมดูลรับส่งสัญญาณความเร็วสูงเหล่านี้ มีฐานการประกอบชิ้นส่วนสำคัญผ่านพันธมิตรโรงงาน OEM ในประเทศไทยเพื่อส่งออกไปยังตลาดโลก
ทางด้านสถาปัตยกรรมสำหรับโครงข่ายศูนย์ข้อมูล (อุปกรณ์ยุคใหม่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ข้อจำกัดเชิงกายภาพ ทั้งการลดขนาดพื้นที่ติดตั้ง การลดอัตราการใช้พลังงาน และระบบ All-Optical Switching เพื่อควบคุมต้นทุนการดำเนินงานขององค์กร โดยใช้โมเดลขยายระบบตามการเติบโตและการใช้งานจริง
นอกจากนี้ การมาถึงของเทคโนโลยี Quantum Computing นำมาซึ่งความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่สูงขึ้น บริษัทจึงได้พัฒนาเทคโนโลยี Quantum Safe ขึ้นมาเพื่อเข้ารหัสและป้องกันสายส่งสัญญาณไฟเบอร์จากการดักโจมตีข้อมูล พร้อมทั้งใช้ระบบ AI Tooling เข้ามาช่วยบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพในทุกขั้นตอน
งาน Wavelengths APAC 2026 ในกรุงเทพฯ จึงเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่า NOKIA กำลังผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางดิจิทัลและการประมวลผลของอาเซียน พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าแบรนด์ในตำนานนี้ไม่เคยหายไปไหน แต่กำลังเป็นรากฐานสำคัญที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยีของโลกอนาคตอยู่เบื้องหลังอย่างแข็งแกร่ง







