AI ในศาสนา การปรับตัวเข้าหาโลกสมัยใหม่ที่ชวนให้ตั้งคำถาม
AI รุกวงการศาสนา เปิดแอปคุย พระเยซู จุดถกเถียงหนักเรื่องศรัทธา ความเหมาะสม และขอบเขตเทคโนโลยี ท่ามกลางเสียงหนุนและคัดค้านทั่วโลก
KEY
POINTS
- มีการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในศาสนาผ่านแอปพลิเคชันแชตบอตที่ให้ผู้ใช้สนทนากับบุคคลสำคัญทางศาสนา เช่น พระเยซู เพื่อเป็นช่องทางใหม่ในการศึกษาความเชื่อ
- การใช้ AI ในศาสนาสร้างให้เกิดมุมมองที่แตกต่างกัน โดยมีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนว่าเป็นการปรับตัวและเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ และฝ่ายที่คัดค้านว่าอาจเป็นการดูหมิ่นและขาดความเข้าใจในจิตวิญญาณ
- แม้ศาสนจักรจะเปิดรับ AI เป็นเครื่องมือช่วยงาน แต่ก็ย้ำเตือนว่า AI ขาดหัวใจและจิตวิญญาณของมนุษย์ จึงไม่สามารถทดแทนการมีปฏิสัมพันธ์ในชุมชนความเชื่อจริงได้
ปัจจุบัน AI แทรกซึมและเข้าไปมีบทบาทในเกือบทุกวงการบนโลก หลายภาคส่วนมีความเปลี่ยนแปลงในระดับพลิกโฉมหลังเริ่มนำเทคโนโลยีนี้มาปรับใช้ กลายเป็นแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ต่อทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ในระดับที่วงการใดก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้กระทั่งในวงการศาสนาอันเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์
จนล่าสุดเราเริ่มได้เห็นการเปิดตัวแอปพลิเคชันที่ช่วยให้เราพูดคุยกับพระเยซูจาก AI แล้วเช่นกัน
AI พระเยซู ศาสดาจากปัญญาประดิษฐ์
ผลงานนี้เป็นของบริษัทพัฒนาแอปพลิเคชันขนาดเล็กอย่าง Catloaf Software ที่เปิดตัวแอป Text with Jesus หรือ แชทกับพระเยซู ออกมาให้ใช้งาน นับเป็นการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาสู่ศาสนาอย่างเต็มรูปแบบ จนสร้างกระแสร้อนแรงในแวดวงศาสนาอย่างกว้างขวาง
โดยพื้นฐานแอปพลิเคชันคือการนำ โมเดล AI มาตั้งค่าให้รับบทบาทเป็นตัวละครที่กำหนด พร้อมป้อนข้อมูลสำหรับสวมบทบาทและอาจป้อนชุดความรู้ที่ต้องการไปให้ตรงบุคลิกยิ่งขึ้น โดย Text with Jesus ขับเคลื่อนด้วยโมเดล GPT-5 ทำให้คำตอบที่ได้สมจริง ลื่นไหล และเข้าใจง่าย จากขีดความสามารถของโมเดลคุณภาพสูง
ตัวแอปได้รับความนิยมในการใช้งานอย่างกว้างขวาง ได้รับคะแนนรีวิวใน App Store ไปถึง 4.7 เต็ม 5 คะแนน มีผู้ใช้งานยอมเสียเงินรายเดือนนับพันคน อีกทั้งไม่เพียงแค่พระเยซูเท่านั้น ยังมีแอปที่เปิดโอกาสให้พูดคุยกับ AI Chatbot ของพระแม่มารีย์ นักบุญโยเซฟ อัครสาวกทั้ง 12 องค์ ไปจนโมเสสได้อย่างง่ายดาย
ทางด้านซีอีโอบริษัทออกมาชี้แจงว่า แนวคิดหลักในการพัฒนาแอปพลิเคชันคือ การสร้างรูปแบบในการพูดคุยตอบโต้ประเด็นเชิงศาสนา ซึ่งกระแสตอบรับจากผู้ใช้งานจำนวนมากก็เป็นไปทางบวก อย่างไรก็ตามใช่ว่าแนวคิดนี้จะทำให้ศาสนิกชนทุกคนพึงพอใจ เพราะบางส่วนก็แสดงความรู้สึกคัดค้านด้วยเช่นกัน
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะมีผู้ใช้งานที่มองว่า นี่เป็นการกระทำที่ ดูหมิ่นศาสนา
เสียงคัดค้านจากความไม่เห็นด้วยของผู้ใช้งาน
Text with Jesus ไม่ใช่แอปพลิเคชันทางศาสนาตัวแรกและตัวเดียวที่ถูกพัฒนาขึ้น Catholic Answers องค์กรส่งเสริมศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกในสหรัฐฯเองก็เคยเปิดตัวละคร AI ในชื่อ Father Justin เพื่อปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยีเช่นกัน แต่ถูกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในการใช้คาแรกเตอร์บาทหลวง จนทำให้ต้องตัดสถานะนักบวชออกไป
อันที่จริงสำหรับท่านที่ติดตามข่าวสาร AI จะทราบว่ามีผู้ใช้งานบางส่วนที่มีการปรึกษาปัญหาชีวิต เรื่องทุกข์ใจ หรือปัญหาส่วนตัวกับ ChatGPT อยู่ไม่น้อย กระทั่งผู้ศรัทธาในศาสนายังมองว่า AI Chatbot เป็นช่องทางในการศึกษาศาสนา และสอบถามเนื้อหาเกี่ยวกับพระคัมภีร์เช่นกัน
อย่างไรก็ตามการศึกษาเนื้อหาพระคัมภีร์มีเสียงทัดทานจากผู้ศรัทธาอีกกลุ่ม บางส่วนมองว่า AI Chatbot ไม่สามารถช่วยในเชิงศาสนาและความศรัทธานัก ถ้าเป็นไปได้ควรพูดคุยกับบาทหลวง พี่เลี้ยงทางจิตวิญญาณ หรือชาวคริสต์ด้วยกันที่มีความเชื่อเหมือนกันมากกว่า
สาเหตุมาจาก AI Chatbot ไม่ได้เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกจริง ๆ บางเจ้าอาจมีการพูดคุยเป็นเชิงส่งเสริมเห็นอกเห็นใจแต่ทั้งหมดล้วนเป็นของปลอมและอาจเป็นอันตราย แบบเดียวกับที่เกิดในหลายเคส การพูดคุยกับคน สร้างความผูกพันทางอารมณ์ แลกเปลี่ยนพูดคุยเพื่อเชื่อมโยงกับชุมชนและประเพณีโดยตรง มีเพียงมนุษย์จึงสามารถเข้าอกเข้าใจในจุดนี้ได้
ทางฝ่ายคัดค้านให้ความเห็นว่า สุดท้าย AI เชิงศาสนาจะทำให้ผู้ใช้งานโดดเดี่ยวและไม่สามารถเข้าถึงวิถีปฏิบัติได้อย่างแท้จริง
ความเห็นจากทางศาสนจักร
เมื่อพูดถึงศาสนจักรผู้คนอาจมองว่าเป็นองค์กรเก่าแก่หัวโบราณ แต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้น ศาสนจักรนับเป็นองค์กรที่รู้เท่าทันและปรับตัวเข้ากับโลกปัจจุบันเป็นอย่างดี ซีอีโอของ Catholic Answer เองก็กล่าวว่า หลังสอบถามสมาชิกคณะสงฆ์ พวกท่านเห็นด้วยว่า AI สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการให้ความรู้แก่ผู้คนได้
ในช่วงปี 2023 คริสตจักร Violet Crown City ในออสติน รัฐเท็กซัส สหรัฐฯ เริ่มมีการนำผู้ช่วย AI มากล่าวคำเทศนาในโบสถ์ ช่วยดึงดูดความสนใจจากคนรุ่นใหม่และกลุ่มที่ชื่นชอบวีดีโอเกม เช่นเดียวกับ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ที่แต่งตั้ง Demis Hassabis ผู้ร่วมก่อตั้ง AI Lab ของ Google Deepmind มาเป็นที่ปรึกษาแก่วาติกันเช่นกัน
แนวทางนี้สอดคล้องกับ ฐิติกร พูลภัทรชีวิน ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ที่มีโอกาสเข้าไปสอนการใช้ AI ใน สภาคริสตจักรในประเทศไทย และ สหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย ว่า AI มีประโยชน์ในการช่วยทั้งในงานธุรการ วางแผน และร่างเอกสาร ช่วยคืนเวลาให้ศิษยาภิบาลกลับไปโฟกัสงานด้านการช่วยเหลือและจิตวิญญาณ เพิ่มขีดความสามารถของคริสตจักรขนาดเล็ก
อย่างไรก็ตาม AI ใช้ข้อมูลบนโลกอินเทอร์เน็ตเป็นฐานข้อมูล อาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดและความเข้าใจผิดแพร่กระจาย การใช้ AI สร้างคำตอบเชิงศาสนาจึงเชื่อถือไม่ได้เต็มร้อย คำตอบที่ได้รับจากการคุยกับ AI แม้ดูเข้าอกเข้าใจ รับฟัง ไม่ตัดสิน แต่ก็เป็นเพียงชุดคำตอบที่ถูกจดจำให้ดูคล้าย ไม่มีความเห็นอกเห็นใจอย่างแท้จริง
ในมุมมองของเขาให้ความเห็นว่า AI อาจเป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับพระเจ้า แบบเดียวกับที่เคยพระเจ้าเคยพูดผ่านลาเพื่อสนทนากับ บาลาอัม ในพระคัมภีร์ แต่ผู้ใช้ควรระมัดระวังว่านั่นไม่ใช่การทึกทักเอาเอง รวมถึง AI เป็นเพียงชุดข้อมูลจำลองที่สร้างจากน้ำมือมนุษย์ ไม่ควรเชื่อถือ ยึดมั่น หรือยกย่องให้กลายเป็นรูปเคารพ
เช่นเดียวกับทางศาสนจักรที่เห็นว่า แม้จะมีประโยชน์ในหลายด้าน แต่ AI ยังขาดหัวใจและจิตวิญญาณของมนุษย์
ตามที่กล่าวไปข้างต้นการเชื่อถือ AI เต็มร้อยในเชิงความเชื่อเป็นสิ่งไม่สมควร แต่ศาสนาก็เริ่มปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยี AI เช่นกัน เช่น Deen Buddy ของศาสนาอิสลาม, Vedas AI สำหรับฮินดู และ AI Buddha ของพุทธศาสนา เช่นเดียวกับหุ่นยนต์และ AI ที่เข้ามามีบทบาทเชิงศาสนามากขึ้นเรื่อย ๆ
แต่สิ่งที่จะลืมไปไม่ได้คือ แม้ศาสนาจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบ แต่แก่นของคำสอนที่ให้ทุกคนเป็นคนดีก็ยังคงเดิม
ที่มา
https://techxplore.com/news/2025-10-virtual-jesus-people-faith-ai.html
https://www.youtube.com/watch?v=3PI0V1xkgq8


