
ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก หุ้นชิปดิ่งฉุดตลาด กังวลดอกเบี้ยเฟดสูงนาน
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลบแรงสุดในรอบหลายเดือน หลังกระแสกังวลเฟดอาจคงดอกเบี้ยสูงนาน ขณะที่หุ้นชิปทรุดหนัก ฉุดมูลค่าตลาดหายกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดการซื้อขายวันศุกร์ (6 มิ.ย.) ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ส่งผลให้สถิติการปรับขึ้นต่อเนื่อง 9 สัปดาห์ของวอลล์สตรีทต้องสิ้นสุดลง ท่ามกลางแรงเทขายอย่างหนักในกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ หลังข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐออกมาแข็งแกร่งเกินคาด จนเพิ่มความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจคงนโยบายการเงินแบบเข้มงวดหรือแม้กระทั่งพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในระยะข้างหน้า
แรงขายกระจุกตัวอยู่ในหุ้นกลุ่มชิปและบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นหัวหอกสำคัญที่ผลักดันดัชนี Nasdaq และ S&P 500 ขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่หลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ดัชนีหลักทั้งสามของสหรัฐปิดตลาดในแดนลบอย่างหนัก
ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 50,866.78 จุด ลดลง 695.15 จุด หรือ 1.35% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ลดลง 200.57 จุด หรือ 2.64% ปิดที่ 7,383.74 จุด ส่วนดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งมีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีสูง ร่วงลงถึง 1,121.53 จุด หรือ 4.18% ปิดที่ 25,709.43 จุด นับเป็นการปรับตัวลงรายวันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2568
ด้านดัชนี Philadelphia SE Semiconductor Index ซึ่งสะท้อนภาพรวมอุตสาหกรรมชิปของสหรัฐ ดิ่งลงหนักที่สุดในรอบกว่า 6 ปี หรือนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ส่งผลให้มูลค่าตลาดของหุ้นกลุ่มดังกล่าวหายไปมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในวันเดียว
ปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงกดดันต่อตลาดมาจากรายงานของกระทรวงแรงงานสหรัฐ ซึ่งระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐสร้างตำแหน่งงานใหม่ 172,000 ตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้มากกว่า 2 เท่า ขณะที่อัตราว่างงานทรงตัวอยู่ที่ 4.3%
แม้ตัวเลขดังกล่าวจะสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐ แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับลดความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากเศรษฐกิจและตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรองรับอัตราดอกเบี้ยระดับสูง
ข้อมูลจาก CME FedWatch Tool ชี้ว่า นักลงทุนในตลาดการเงินให้น้ำหนักถึง 42.7% ที่เฟดอาจพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมเดือนธันวาคม ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น
นอกจากประเด็นดอกเบี้ยแล้ว ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงเป็นอีกปัจจัยที่สร้างความวิตกให้กับนักลงทุน โดยความหวังต่อการยุติสงครามและการกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบเริ่มลดลง ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงอาจกลายเป็นแรงผลักดันเงินเฟ้อในวงกว้าง
อิหรานยืนยันการสนับสนุนกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และเรียกร้องให้อิสราเอลถอนกำลังออกจากภาคใต้ของเลบานอน ทำให้ความพยายามในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระยะสั้นมีความซับซ้อนมากขึ้น แม้ว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะสามารถผลักดันข้อตกลงหยุดยิงได้แล้ว 3 ครั้ง แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงมีการโจมตีทางอากาศตอบโต้กันเป็นระยะ
ในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง หลังนักลงทุนเริ่มเชื่อว่าความเสี่ยงที่จะเกิดการเผชิญหน้าทางทหารครั้งใหม่ระหว่างสหรัฐและอิหรานลดลง
น้ำมันดิบเบรนท์ปิดที่ 93.09 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 2.04%
ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) ปิดที่ 90.54 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 2.69%
ส่วนราคาทองคำเผชิญแรงเทขายอย่างหนักเช่นกัน หลังตัวเลขจ้างงานที่แข็งแกร่งตอกย้ำมุมมองว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเป็นเวลานาน
ราคาทองสปอตร่วงลง 2.96% ปิดที่ 4,341.52 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา
ขณะที่สัญญาทองคำล่วงหน้าส่งมอบเดือนสิงหาคมลดลง 3.1% ปิดที่ 4,365.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์







